Sub-3 พร้อมโปรแกรม 3 เดือน จากโค้ชโยชิโอะ โคอิเดะ

Sub-3 พร้อมโปรแกรม 3 เดือน จากโค้ชโยชิโอะ โคอิเดะ

About Marathon
About Marathon2025年11月23日 01:14

เส้นทางสู่ Sub-3 โค้ชโยชิโอะ โคอิเดะบอกว่า

คนที่จะตั้งเป้าหมาย Sub-3 คงจะผ่านการวิ่ง Sub-4 มาแล้ว

นั่นทำให้มีขาที่แข็งแรง สำหรับการวิ่งมาราธอนแล้ว

ตอนนี้ก็ถึงเวลาใช้ขานั้นฝึกเพื่อวิ่งให้เร็วที่สุด

โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ Practical ที่สุดแล้ว

ที่ผมเคยนำมาลงในเพจ เพราะมันสามารถนำไปให้ได้จริง

⚡ ประเด็นสำคัญของ Sub-3

คือเรื่องความเร็ว สิ่งที่จะทำให้

เร็วคือมีหัวใจและปอดที่แข็งแรง

และสร้างขาให้สอดคล้องกับความเร็ว

ใครๆ ก็สามารถวิ่งเร็วขึ้นได้ถ้าได้ฝึก

"โค้ชโคอิเดะไม่พูดคำว่า

Tempo เลยแต่จะใช้ไทม์ไทรอัล

ฉะนั้นเพื่อจะได้เข้าใจง่ายๆ

ผมจะใช้คำว่า Tempo

เพราะดูเนื้อหาแล้วมันคือ

การซ้อมแบบเพซนิ่ง

ตลอดระยะที่ซ้อม

หรือที่เราคุ้นในชื่อ Tempo"

กล่าวง่ายๆ คือเพิ่มจำนวนเมนูซ้อมที่คล้าย Tempo 5 กม.

ของ Sub-4 ทำซ้ำหลายรอบในระยะสั้นหรือเวลาไม่นาน

จนหายใจเหนื่อยสุดขีด เพื่อกระตุ้นระบบหัวใจและปอด

การฝึกประเภทนี้เรียกว่า Speed Work

นี่คือการฝึกแบบเดียวกับนักกีฬา Elite

ไม่ใช่การซ้อมแบบสบายๆ

ต่อจากนี้จะมีอุปสรรคมากมาย

เช่น ซ้อมแล้วเวลาไม่ดีขึ้น

หรือแม้กระทั่งมีโอกาสบาดเจ็บ

แต่โค้ชโคอิเดะจะพยายามชี้แนะ

และช่วยให้คุณสามารถผ่าน

มันไปได้และทำ Sub-3 สำเร็จ

🔺 น้ำหนัก

ลดน้ำหนักไม่ใช่การลดอาหาร

นักวิ่ง Sub-3 ต้องผอมน้ำหนักตัวที่เหมาะสม

สำหรับผู้ชายนั้นโค้ชโคอิเดะ

บอกว่าประมาณ 57-58 กิโลกรัม

เกินนี้ไปก็ทำได้แต่จะยากกว่า

หากซ้อมหนักแล้วลดอาหารจะทำให้ร่างกายเสียหาย

ทำให้วิ่งช้าลงและอ่อนแรงรวมถึงเสี่ยงต่อ

ภาวะโลหิตจางด้วยการซ้อมที่หนัก

ทำให้ใช้พลังงานมาก แม้กินเยอะก็ไม่อ้วน

คิดให้ถูกคือกินเยอะเพื่อลดน้ำหนัก

ด้วยการวิ่งให้มากการวิ่งก่อนอาหารเช้า

ช่วยควบคุมน้ำหนัก เพราะร่างกายมี

พลังงานเป็นศูนย์ ทำให้เผาผลาญไขมันได้ดี

🔺 Sub-3 ยากแต่สนุก

Sub-3 เป็นเป้าหมายที่ท้าทายสำหรับ

นักวิ่งสมัครเล่น ซึ่งไม่ง่ายสำหรับผู้ชาย

และยากยิ่งกว่าสำหรับผู้หญิง ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้

แต่ถ้าฝึกอย่างเต็มที่ ย่อมเข้าใกล้เป้าหมาย

แนะนำให้เริ่มจากเป้าหมาย

Sub-3:30 จากนั้น 3:20 และ 3:15 ชั่วโมง

ค่อยๆ ลดลงที่ละ 10-15 นาที

การฝึกหนักเกินไปก็มีข้อเสียเมื่อพยายามเต็มที่

อาจทำให้เกิดผลเสีย เช่น

นักวิ่ง Sub-4 หรือแม้กระทั่ง

เวลา 3:30 ชั่วโมงหลายคน

ก็ถอดใจในการทำ Sub-3

เพราะฝึกหนักแค่ไหนเวลาก็ไม่เร็วขึ้น ยิ่งหนัก

ก็เหนื่อย และบางครั้งก็บาดเจ็บ

เพราะ Sub-3 ถ้าซ้อมไม่เป็น

โอกาสจะทำได้ก็ยิ่งยาก

นักวิ่งสมัครเล่นหญิงคนหนึ่ง

ที่ทำอย่างไรก็ทำ Sub-3 ไม่ได้

แต่พอโค้ชโคอิเดะสอนเทคนิคให้

แค่เล็กน้อย มาราธอนถัดมาของเธอ

จบที่เวลา 2 ชั่วโมง 40 นาที

Sub-3 ผู้หญิงก็ทำได้แต่การจะลงไปถึง 2:40 นั้น

มันไม่ง่าย ต้องวิ่งเหมือนนักกีฬาอาชีพทุกวัน

ความพยายามมีขีดจำกัด และบางคนอาจหมดแรงจนเลิกวิ่ง

สิ่งสำคัญคือการเพลิดเพลินกับมาราธอน

มากกว่าการเอาชนะ Sub-3 ไม่ต้องรีบไป

ให้ถึงเป้าหมายสูงสุด

โปรแกรม 13 สัปดาห์นี้จะเป็นเกมระยะยาว

เพราะใช่ว่าฝึกเสร็จจะทำได้เลย

มันต้องการการทำซ้ำหลายรอบ

แต่เชื่อว่าจบแต่ละครั้งเวลาจะเร็วขึ้นแน่นอน

ค่อยๆ ซ้อมและปรับไปจะได้ก็สนุกไปยาวๆ กับมาราธอน

🔺 5 กฎพื้นฐานของเมนู 3 เดือน

1. ซ้อมหนัก 3 วันต่อสัปดาห์ (Point Training) 3 วันวิ่งจ๊อกกิ้ง / พัก 1 วัน

2. วันธรรมดาอาจซ้อมถึง 2 ชั่วโมง

3. วันเสาร์-อาทิตย์ วันหนึ่งเป็น Long Run

4. 10 สัปดาห์แรกเป็นการซ้อมปกติ อีก 3 สัปดาห์ปรับลดความเข้ม (Taper)

5. การซ้อมจะเข้มข้น 2 สัปดาห์และ 1 สัปดาห์ลด เป็นลูปแบบ 3 สัปดาห์

ต่างจาก Sub-4 เล็กน้อยคือพักแค่ 1 วันและบางวัน

อาจวิ่งมากกว่า 60 นาทีและการซ้อมที่เป็น Speed Work

จะซ้อมด้วยความเหนื่อยมากกว่าเพิ่มความแข็งแรงหัวใจและปอด

ต้องวิ่งให้เหนื่อยสุดขีด

Sub-3 ต้องวิ่งเพซ 4:15 ตลอด 42.195 กิโลเมตร

จะจบเวลา 2:59:20 ชั่วโมง นั่นคือค่ามาตรฐานในกระดาษ

แต่จากโปรแกรม 13 สัปดาห์ ที่โค้ชโคอิเดะให้นี้จะเป็นการวิ่ง

แบบ Negative Split การจะทำอย่างนั้นได้

โปรแกรมซ้อมโค้ชจะให้วิ่งยาว 20-30 กิโลเมตร

ที่เพซ 4:00-4:05 ถึงจะทำ Negative Split ได้

ดังนั้นกล่อมตัวเองเลยว่า เพซแข่งคือ 4:00-4:05

สำหรับนักวิ่ง Sub-4 ให้ตั้งเป้าหมายที่ Sub-3:30 ก่อน

เวลาตามกระดาษคือเพซ 4:58

แต่โค้ชโคอิเดะบอกว่าเพื่อจะทำ Negative Split

ต้องซ้อมที่เพซแข่งเป็น 4:45

สิ่งสำคัญคือความเร็วและความสามารถของหัวใจและปอด

การฝึกจะเน้นหัวใจและปอดวิ่งเต็มที่ในระยะสั้นจนเหนื่อย

🔺 เมนูหลักใน 10 สัปดาห์คือ

※ Build-up

※ Tempo

※ Long Run

※ Interval

※ Hill interval

※ Pace run

บิลด์อัพ (Build-up)

ค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นให้ไปจบที่ 4:00 ยิ่งดี

Tempo

ต้องวิ่งด้วยเพซสม่ำเสมอเร็วแค่ไหน?

โค้ชบอกว่าเอาให้หมดแรงพอดี

เมื่อวิ่งเสร็จ แบบหอบแฮกๆ

วิ่งยาว (Long Run)

จุดประสงค์คือการสร้างภาระให้กับขา

และทำให้ขาแข็งแรงซึ่งสำคัญมาก

และช่วงท้ายๆ ให้เร่งความเร็วขึ้น

Interval

Speed Work ที่สำคัญที่สุด

คือการวิ่ง Interval เร็วสั้นพักวน

การวิ่งระยะสั้นด้วยความเร็วเต็มที่

นักวิ่งบางคนอาจรู้สึกว่าการบอกให้วิ่ง 5 กิโลเมตร

เร็วเต็มที่อาจรู้สึกยากไปแต่ถ้า 1 กิโลเมตร×5 จะง่ายกว่า

ก็ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพหัวใจและปอดเหมือนกัน

ตัวอย่างการซ้อม 30 นาที

※ 1 กม. + จ๊อก 200 เมตร× 4 รอบ

※ 400 เมตร + จ๊อก 200 เมตร× 10 รอบ

การวิ่งเต็มที่สลับกับจ๊อกเพื่อปรับการหายใจ

แล้ววิ่งเต็มที่อีกครั้งซ้ำ ๆ ช่วยฝึกหัวใจและปอด

ได้ดีเป็นอย่างมากความสนุกของการวิ่ง

Interval คือสามารถปรับรูปแบบได้หลายแบบ

นักวิ่ง Sub-3 สามารถหาแบบที่เหมาะกับตัวเองได้

ตัวอย่างเพิ่มเติม 30 นาที

※ 10 นาที + จ๊อก 5 นาที× 2 รอบ

※ 400 เมตร(90วิ) + จ๊อก 1 นาที× 10 รอบ

※ 100 เมตร(20วิ) + จ๊อก 100 เมตร × 30 รอบ

ใน 3 แบบนี้ ข้อสุดท้ายคือหนักที่สุด

แต่บางคนอาจรู้สึกว่า 100 เมตร 30 รอบไม่ยาก

สิ่งสำคัญคือต้องวิ่งแบบให้เหนื่อยที่สุด

Hill interval

การฝึกที่ต่อยอดจาก Interval คือ Hill interval การซ้อมนี้

มีประสิทธิภาพอย่างมากนอกจากช่วยพัฒนาหัวใจ

และปอดแล้ว ขาก็จะยิ่งแข็งแรงเพิ่มขึ้นมากกว่า

การวิ่งทางเรียบวิธีทำคือหาเนินแถวบ้าน

ยิ่งชันมากจะยิ่งเหนื่อยมากแต่ไม่ควรหักโหม

ระยะ 100 เมตรก็เพียงพอ

จากนั้นวิ่งขึ้นสุดกำลังและจ๊อกช้ากลับลงมา

ทำซ้ำสัก 10 รอบกำลังดีแต่ถ้าเหนื่อยเกินไป

ไม่จำเป็นต้องวิ่งเต็มที่วิ่งลงเนินแบบจ๊อกช้า

หรือเดินก็ได้ หาแบบที่เข้ากับตัวเองดีที่สุด

ข้อดีของ Hill interval คือระยะสั้น เวลาไม่นาน

แต่ได้ผลดีมาก

Pace Run

วิ่งเพซแข่งตามสูตรNegative Split คือ 4:00-4:05

นักวิ่งหลายคนซ้อมเพื่อซ้อม แต่พอแข่งจริงวิ่งไม่ออก

ทำให้ผลการแข่งขันแย่ เพราะขาดความเข้มข้น

หรือระยะทางไม่เพียงพอ รวมถึงไม่ชินกับความเร็วแข่ง

ดังนั้นการซ้อมที่เพซนี้ทำให้คุ้นชินในตอนแข่ง

Tapering

การปรับสภาพสำหรับ Sub-3 จะทำก่อนแข่ง 3 สัปดาห์

เริ่มจากสัปดาห์ที่ 11 ของโปรแกรมซ้อม

ซึ่งมีส่วนสำคัญ 2 ข้อ

1. รักษาร่างกายที่ได้จากการซ้อม

10 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ให้ศักยภาพลด

และลดความเหนื่อยลงแต่ไม่เอาออกหมด

2. สร้างขาหนัก เพื่อให้วิ่งแบบ

Negative Split ได้ง่ายขึ้น

ผมจะไม่เล่าเยอะ

เพราะรายละเอียดหลัก

เหมือนกับตอน "วิธี Tapering จากโค้ชระดับโลก

โดยโยชิโอะ โคอิเดะ"

ขอให้ไปอ่านเรื่องนั้นประกอบ

ไม่งั้นจะไม่เข้าใจเหตุผลทำไม

เมนู Taper 3 วันก่อนแข่งก็สำคัญ

เพื่อสร้างขาให้หนักในวันแข่ง

ให้วิ่ง 15 กิโลเมตรดูรายละเอียด

ในตาราง Taper ตอนท้ายสำหรับนักวิ่งทั่วไป

อาจคิดว่า 3 วันก่อนแข่ง วิ่ง 15 กิโลเมตรด้วยหรือ?

แต่สำหรับนักวิ่งที่ตั้งเป้า Sub-3 นั้นเหมาะสมแล้ว

เพราะสูตรนี้พิสูจน์มาแล้ว

โดยฮิโรมิ ซูซูกิ ในมาราธอนชิงแชมป์โลก 1997

เธอออกสตาร์ทด้วยภาวะขาที่หนักก่อน จากนั้นเร่งขึ้น

หลังกิโลเมตรที่ 27 และคว้าแชมป์ไปครอง

ส่วนหนึ่งที่เธอแรงตอนท้ายเพราะโคอิเดะให้โปรแกรม

15 โลก่อนแข่ง 3 วันกับเธอ

🔺 เมนูซ้อม Sub-3

ต้องบอกก่อนว่าโปรแกรมต่อไปนี้

ไม่ใช่โปรแกรมสำเร็จรูปคุณต้องปรับเอง

ให้เข้ากับตัวเอง โดนยึดกฎ 5 ข้อข้างต้น

โค้ชโคอิเดะแค่ออกแบบมาเพื่อเป็นแนวทาง

🎽 Sub-3 : โปรแกรมซ้อมสัปดาห์ที่ 1–2

※ จันทร์: พัก

※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ พุธ: บิลด์อัพ 60 นาที

※ พฤหัสบดี: พัก

※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ เสาร์: Hill interval 100–300 ม. × 10–15 ครั้งหรือ Tempo 5 กม. × 2–3 ครั้ง*

※ อาทิตย์: LSD 2 ชั่วโมง (มากกว่า 20 กม.)

*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน

Note:

การซ้อมสำคัญครั้งแรกคือวันพุธกับบิลด์อัพ 60 นาที

เริ่มช้าและจบที่ความเร็วเต็มที่ LSD สามารถวิ่งช้าได้เพื่อฟื้นฟูขา

และหากทำได้ช่วงท้ายให้วิ่งเต็มที่ เพื่อเสริมสร้างหัวใจและปอด

🎽 Sub-3 : โปรแกรมซ้อมสัปดาห์ที่ 3–4

※ จันทร์: พัก

※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 30–60 นาที

※ พุธ: เพซแข่ง 10 กม. (เพซ 4:00–4:05)*

※ พฤหัสบดี: จ๊อกกิ้ง 40–60 นาที

※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 40–60 นาที หรือ Interval 10 นาที + 10 นาทีจ๊อก × 3–5 ครั้ง

※ เสาร์: Hill interval 100–300 ม. × 10–15 ครั้ง*

※ อาทิตย์: วิ่งบิลด์อัพ 30 กม.

*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน

Note:

หลายคนอาจสงสัยว่าวิ่งเพซแข่งทำไม 4:00–4:05

เพราะโค้ชมองว่าการจะทำ Negative Split ได้นั้น

คุณต้องมีความเร็วพื้นฐานตรงนี้

ไม่งั้นเร่งไม่ขึ้นแน่ช่วงท้ายบิลด์อัพ 30 กม.

วันอาทิตย์จำลองสภาพการแข่งจริง

เริ่มช้าและจบด้วยความเร็ว

🎽 Sub-3 : โปรแกรมซ้อมสัปดาห์ที่ 5–6

※ จันทร์: จ๊อกกิ้ง 30–60 นาที

※ อังคาร: พัก

※ พุธ: เพซแข่ง 60 นาที (เพซ 4:00–4:05)*

※ พฤหัสบดี: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ เสาร์: Tempo 5 กม. × 2–4 ครั้ง*

※ อาทิตย์: LSD 2 ชั่วโมง (เพซ 4:48)

*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน

Note:

วันจันทร์จ๊อกกิ้งและวันอังคารพัก

เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อจากการซ้อม

บิลด์อัพ 30 กม. วันพุธวิ่งเพซแข่ง 60 นาที

จะได้ประมาณ 14–15 กม.

🎽 Sub-3 : โปรแกรมซ้อมสัปดาห์ที่ 7–8

※ จันทร์: พัก

※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ พุธ: เพซแข่ง 15 กม. (เพซ 4:00–4:05)*

※ พฤหัสบดี: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ เสาร์: Tempo 5 กม. × 2–4 ครั้ง*

※ อาทิตย์: LSD 2 ชั่วโมง 30 นาที (30–32 กม.)

*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน

🎽 Sub-3 : โปรแกรมซ้อมสัปดาห์ที่ 9–10

※ จันทร์: พัก

※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ พุธ: เพซแข่ง 20 กม. (เพซ 4:00–4:05)*

※ พฤหัสบดี: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ เสาร์: Interval 1 กม. + จ๊อก 200 ม. × 3–5 ครั้ง*

※ อาทิตย์: บิลด์อัพ 35 กม.

*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน

Note:

บิลด์อัพ 35 กม. เป็นการวิ่งยาวที่สุดในการซ้อม

🔺Tapering

🎽 Sub-3 : Taper สัปดาห์ที่ 11

※ 20 วันก่อนแข่ง: พัก

※ 19 วันก่อนแข่ง: บิลด์อัพ 20–25 กม.

※ 18 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ 17 วันก่อนแข่ง: พัก

※ 16 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ 15 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60–80 นาที

※ 14 วันก่อนแข่ง: Tempo 20 กม.*

*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน

Note:

สัปดาห์นี้มีวันพัก 2 วัน

สิ่งสำคัญคือ Tempo 20 กม. 14 วันก่อนแข่ง

หากทำได้โอกาสสูงมากที่จะทำ Sub-3

🎽 Sub-3 : Taper สัปดาห์ที่ 12

※ 13 วันก่อนแข่ง: พัก

※ 12 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ 11 วันก่อนแข่ง: Interval 1 กม. + จ๊อก 200 เมตร × 5–7 ครั้ง

※ 10 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60–80 นาที

※ 9 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 40–50 นาที

※ 8 วันก่อนแข่ง: Tempo 10–15 กม.*

※ 7 วันก่อนแข่ง: พัก (หรือจ๊อกกิ้ง 40–60 นาที)

*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน

🎽 Sub-3 : Taper สัปดาห์ที่ 13

※ 6 วันก่อนแข่ง: วิ่งเพซแข่ง 15–20 กม.*(สามารถช้ากว่าเพซ 4:05 ได้)

※ 5 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ 4 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 40–50 นาที

※ 3 วันก่อนแข่ง: Easy 5 กม. + Tempo 5 กิโลเมตร + Easy 5 กม.

※ 2 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ 1 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60 นาที

※ วันแข่ง: มาราธอน 42.195 กม.*

*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน

Note:

วิ่งเพซแข่ง 15–20 กิโลเมตร

6 วันก่อนแข่ง เป็นการซ้อมหนัก

ครั้งสุดท้ายก่อนแข่ง ส่วนการวิ่ง 15 กิโลเมตร

3 วันก่อนแข่ง เพื่อทิ้งความเหนื่อยไว้บ้างและ

เพื่อสร้างขาให้หนัก

🔺 การวิ่งมาราธอน 2 สัปดาห์ติดต่อกัน

โค้ชโคอิเดะเล่าว่านาโอโกะ ทาคาฮาชิ

หลังทำสถิติโลกที่เบอร์ลินเธอตั้งใจว่าสัปดาห์ต่อมา

จะลงวิ่งที่ชิคาโกเพื่อทำลายสถิติโลก 2 รายการติด

แต่สุดท้ายเธอก็ถอนตัว โค้ชโคอิเดะบอกว่าการวิ่ง

2 มาราธอนติดแบบนี้ถ้าแข็งแรงพอ และ

ซ้อมมาดีเวลาจะเร็วขึ้นจากเดิมประมาณ 1-2 นาที

เพราะมีความทนจากการแข่งในสัปดาห์ก่อนมาแล้ว

🎽 โปรแกรมซ้อม 2 มาราธอนติด

※ วันแข่ง: มาราธอน 42.195 กม.

※ 6 วันก่อน: วิ่งจ๊อก 60 นาที

※ 5 วันก่อน: วิ่งจ๊อก 60 นาที

※ 4 วันก่อน: พัก

※ 3 วันก่อน: จ๊อก 3 กม. (หรือพัก)

※ 2 วันก่อน: จ๊อก 3 กม.

※ 1 วันก่อน: สปรินต์ 100 เมตร × 3-5 ครั้ง

※ วันแข่ง: มาราธอน 42.195 กม.

📌 まとめ

อย่างที่ผมเคยบอกไปโปรแกรมนี้มันไม่ยาก

แต่จะทำได้ไหมมันอีกเรื่องเพื่อจะเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น

แนะนำให้อ่านเรื่อง "Sub-4 พร้อมโปรแกรม 3 เดือน

จากโค้ชโยชิโอะ โคอิเดะ"

"วิธี Tapering จากโค้ชระดับโลก

โดยโยชิโอะ โคอิเดะ"

เพราะมันมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันเยอะ

และนำมาจากหนังสือเล่มเดียวกัน

ทำให้บางเรื่องซ้ำจึงไม่ได้เล่าต่อในนี้

ซึ่งมีส่วนสำคัญสำหรับนักวิ่ง Sub-3 ด้วย

10 อันดับบทความยอดนิยม

1

Kyoto Marathon 2027

🏃 2🧘 0
2

วิธีวิ่งมาราธอนให้เร็วหลังกิโลเมตรที่ 30 | ตอนที่ 1

🏃 1🧘 0
3

หนึ่งในอาชีพที่สำคัญที่สุดในงานวิ่งมาราธอน

🏃 1🧘 0
4

วิธี Tapering จากโค้ชระดับโลก โดยโยชิโอะ โคอิเดะ

🏃 0🧘 0
5

การวิ่งสุดท้ายของโยชิโอะ โคอิเดะ

🏃 0🧘 0
6

Sub-4 พร้อมโปรแกรม 3 เดือน จากโค้ชโยชิโอะ โคอิเดะ

🏃 0🧘 0
7

เปิดเมนูซ้อมทำสถิติโลกของ นาโอโกะ ทาคาฮาชิ

🏃 0🧘 0
8

องค์ความรู้การซ้อมมาราธอน เวลา 2:11:26 ชั่วโมง

🏃 0🧘 0
9

วิ่งเร็วขึ้นเพราะอยู่ญี่ปุ่น?

🏃 0🧘 0
10

นิยามพักและจ๊อกกิ้ง จากโค้ชโคอิเดะ

🏃 0🧘 0