
Sub-3 พร้อมโปรแกรม 3 เดือน จากโค้ชโยชิโอะ โคอิเดะ
เส้นทางสู่ Sub-3 โค้ชโยชิโอะ โคอิเดะบอกว่า
คนที่จะตั้งเป้าหมาย Sub-3 คงจะผ่านการวิ่ง Sub-4 มาแล้ว
นั่นทำให้มีขาที่แข็งแรง สำหรับการวิ่งมาราธอนแล้ว
ตอนนี้ก็ถึงเวลาใช้ขานั้นฝึกเพื่อวิ่งให้เร็วที่สุด
โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ Practical ที่สุดแล้ว
ที่ผมเคยนำมาลงในเพจ เพราะมันสามารถนำไปให้ได้จริง
⚡ ประเด็นสำคัญของ Sub-3
คือเรื่องความเร็ว สิ่งที่จะทำให้
เร็วคือมีหัวใจและปอดที่แข็งแรง
และสร้างขาให้สอดคล้องกับความเร็ว
ใครๆ ก็สามารถวิ่งเร็วขึ้นได้ถ้าได้ฝึก
"โค้ชโคอิเดะไม่พูดคำว่า
Tempo เลยแต่จะใช้ไทม์ไทรอัล
ฉะนั้นเพื่อจะได้เข้าใจง่ายๆ
ผมจะใช้คำว่า Tempo
เพราะดูเนื้อหาแล้วมันคือ
การซ้อมแบบเพซนิ่ง
ตลอดระยะที่ซ้อม
หรือที่เราคุ้นในชื่อ Tempo"
กล่าวง่ายๆ คือเพิ่มจำนวนเมนูซ้อมที่คล้าย Tempo 5 กม.
ของ Sub-4 ทำซ้ำหลายรอบในระยะสั้นหรือเวลาไม่นาน
จนหายใจเหนื่อยสุดขีด เพื่อกระตุ้นระบบหัวใจและปอด
การฝึกประเภทนี้เรียกว่า Speed Work
นี่คือการฝึกแบบเดียวกับนักกีฬา Elite
ไม่ใช่การซ้อมแบบสบายๆ
ต่อจากนี้จะมีอุปสรรคมากมาย
เช่น ซ้อมแล้วเวลาไม่ดีขึ้น
หรือแม้กระทั่งมีโอกาสบาดเจ็บ
แต่โค้ชโคอิเดะจะพยายามชี้แนะ
และช่วยให้คุณสามารถผ่าน
มันไปได้และทำ Sub-3 สำเร็จ
🔺 น้ำหนัก
ลดน้ำหนักไม่ใช่การลดอาหาร
นักวิ่ง Sub-3 ต้องผอมน้ำหนักตัวที่เหมาะสม
สำหรับผู้ชายนั้นโค้ชโคอิเดะ
บอกว่าประมาณ 57-58 กิโลกรัม
เกินนี้ไปก็ทำได้แต่จะยากกว่า
หากซ้อมหนักแล้วลดอาหารจะทำให้ร่างกายเสียหาย
ทำให้วิ่งช้าลงและอ่อนแรงรวมถึงเสี่ยงต่อ
ภาวะโลหิตจางด้วยการซ้อมที่หนัก
ทำให้ใช้พลังงานมาก แม้กินเยอะก็ไม่อ้วน
คิดให้ถูกคือกินเยอะเพื่อลดน้ำหนัก
ด้วยการวิ่งให้มากการวิ่งก่อนอาหารเช้า
ช่วยควบคุมน้ำหนัก เพราะร่างกายมี
พลังงานเป็นศูนย์ ทำให้เผาผลาญไขมันได้ดี
🔺 Sub-3 ยากแต่สนุก
Sub-3 เป็นเป้าหมายที่ท้าทายสำหรับ
นักวิ่งสมัครเล่น ซึ่งไม่ง่ายสำหรับผู้ชาย
และยากยิ่งกว่าสำหรับผู้หญิง ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้
แต่ถ้าฝึกอย่างเต็มที่ ย่อมเข้าใกล้เป้าหมาย
แนะนำให้เริ่มจากเป้าหมาย
Sub-3:30 จากนั้น 3:20 และ 3:15 ชั่วโมง
ค่อยๆ ลดลงที่ละ 10-15 นาที
การฝึกหนักเกินไปก็มีข้อเสียเมื่อพยายามเต็มที่
อาจทำให้เกิดผลเสีย เช่น
นักวิ่ง Sub-4 หรือแม้กระทั่ง
เวลา 3:30 ชั่วโมงหลายคน
ก็ถอดใจในการทำ Sub-3
เพราะฝึกหนักแค่ไหนเวลาก็ไม่เร็วขึ้น ยิ่งหนัก
ก็เหนื่อย และบางครั้งก็บาดเจ็บ
เพราะ Sub-3 ถ้าซ้อมไม่เป็น
โอกาสจะทำได้ก็ยิ่งยาก
นักวิ่งสมัครเล่นหญิงคนหนึ่ง
ที่ทำอย่างไรก็ทำ Sub-3 ไม่ได้
แต่พอโค้ชโคอิเดะสอนเทคนิคให้
แค่เล็กน้อย มาราธอนถัดมาของเธอ
จบที่เวลา 2 ชั่วโมง 40 นาที
Sub-3 ผู้หญิงก็ทำได้แต่การจะลงไปถึง 2:40 นั้น
มันไม่ง่าย ต้องวิ่งเหมือนนักกีฬาอาชีพทุกวัน
ความพยายามมีขีดจำกัด และบางคนอาจหมดแรงจนเลิกวิ่ง
สิ่งสำคัญคือการเพลิดเพลินกับมาราธอน
มากกว่าการเอาชนะ Sub-3 ไม่ต้องรีบไป
ให้ถึงเป้าหมายสูงสุด
โปรแกรม 13 สัปดาห์นี้จะเป็นเกมระยะยาว
เพราะใช่ว่าฝึกเสร็จจะทำได้เลย
มันต้องการการทำซ้ำหลายรอบ
แต่เชื่อว่าจบแต่ละครั้งเวลาจะเร็วขึ้นแน่นอน
ค่อยๆ ซ้อมและปรับไปจะได้ก็สนุกไปยาวๆ กับมาราธอน
🔺 5 กฎพื้นฐานของเมนู 3 เดือน
1. ซ้อมหนัก 3 วันต่อสัปดาห์ (Point Training) 3 วันวิ่งจ๊อกกิ้ง / พัก 1 วัน
2. วันธรรมดาอาจซ้อมถึง 2 ชั่วโมง
3. วันเสาร์-อาทิตย์ วันหนึ่งเป็น Long Run
4. 10 สัปดาห์แรกเป็นการซ้อมปกติ อีก 3 สัปดาห์ปรับลดความเข้ม (Taper)
5. การซ้อมจะเข้มข้น 2 สัปดาห์และ 1 สัปดาห์ลด เป็นลูปแบบ 3 สัปดาห์
ต่างจาก Sub-4 เล็กน้อยคือพักแค่ 1 วันและบางวัน
อาจวิ่งมากกว่า 60 นาทีและการซ้อมที่เป็น Speed Work
จะซ้อมด้วยความเหนื่อยมากกว่าเพิ่มความแข็งแรงหัวใจและปอด
ต้องวิ่งให้เหนื่อยสุดขีด
Sub-3 ต้องวิ่งเพซ 4:15 ตลอด 42.195 กิโลเมตร
จะจบเวลา 2:59:20 ชั่วโมง นั่นคือค่ามาตรฐานในกระดาษ
แต่จากโปรแกรม 13 สัปดาห์ ที่โค้ชโคอิเดะให้นี้จะเป็นการวิ่ง
แบบ Negative Split การจะทำอย่างนั้นได้
โปรแกรมซ้อมโค้ชจะให้วิ่งยาว 20-30 กิโลเมตร
ที่เพซ 4:00-4:05 ถึงจะทำ Negative Split ได้
ดังนั้นกล่อมตัวเองเลยว่า เพซแข่งคือ 4:00-4:05
สำหรับนักวิ่ง Sub-4 ให้ตั้งเป้าหมายที่ Sub-3:30 ก่อน
เวลาตามกระดาษคือเพซ 4:58
แต่โค้ชโคอิเดะบอกว่าเพื่อจะทำ Negative Split
ต้องซ้อมที่เพซแข่งเป็น 4:45
สิ่งสำคัญคือความเร็วและความสามารถของหัวใจและปอด
การฝึกจะเน้นหัวใจและปอดวิ่งเต็มที่ในระยะสั้นจนเหนื่อย
🔺 เมนูหลักใน 10 สัปดาห์คือ
※ Build-up
※ Tempo
※ Long Run
※ Interval
※ Hill interval
※ Pace run
■ บิลด์อัพ (Build-up)
ค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นให้ไปจบที่ 4:00 ยิ่งดี
■ Tempo
ต้องวิ่งด้วยเพซสม่ำเสมอเร็วแค่ไหน?
โค้ชบอกว่าเอาให้หมดแรงพอดี
เมื่อวิ่งเสร็จ แบบหอบแฮกๆ
■ วิ่งยาว (Long Run)
จุดประสงค์คือการสร้างภาระให้กับขา
และทำให้ขาแข็งแรงซึ่งสำคัญมาก
และช่วงท้ายๆ ให้เร่งความเร็วขึ้น
■ Interval
Speed Work ที่สำคัญที่สุด
คือการวิ่ง Interval เร็วสั้นพักวน
การวิ่งระยะสั้นด้วยความเร็วเต็มที่
นักวิ่งบางคนอาจรู้สึกว่าการบอกให้วิ่ง 5 กิโลเมตร
เร็วเต็มที่อาจรู้สึกยากไปแต่ถ้า 1 กิโลเมตร×5 จะง่ายกว่า
ก็ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพหัวใจและปอดเหมือนกัน
ตัวอย่างการซ้อม 30 นาที
※ 1 กม. + จ๊อก 200 เมตร× 4 รอบ
※ 400 เมตร + จ๊อก 200 เมตร× 10 รอบ
การวิ่งเต็มที่สลับกับจ๊อกเพื่อปรับการหายใจ
แล้ววิ่งเต็มที่อีกครั้งซ้ำ ๆ ช่วยฝึกหัวใจและปอด
ได้ดีเป็นอย่างมากความสนุกของการวิ่ง
Interval คือสามารถปรับรูปแบบได้หลายแบบ
นักวิ่ง Sub-3 สามารถหาแบบที่เหมาะกับตัวเองได้
ตัวอย่างเพิ่มเติม 30 นาที
※ 10 นาที + จ๊อก 5 นาที× 2 รอบ
※ 400 เมตร(90วิ) + จ๊อก 1 นาที× 10 รอบ
※ 100 เมตร(20วิ) + จ๊อก 100 เมตร × 30 รอบ
ใน 3 แบบนี้ ข้อสุดท้ายคือหนักที่สุด
แต่บางคนอาจรู้สึกว่า 100 เมตร 30 รอบไม่ยาก
สิ่งสำคัญคือต้องวิ่งแบบให้เหนื่อยที่สุด
■ Hill interval
การฝึกที่ต่อยอดจาก Interval คือ Hill interval การซ้อมนี้
มีประสิทธิภาพอย่างมากนอกจากช่วยพัฒนาหัวใจ
และปอดแล้ว ขาก็จะยิ่งแข็งแรงเพิ่มขึ้นมากกว่า
การวิ่งทางเรียบวิธีทำคือหาเนินแถวบ้าน
ยิ่งชันมากจะยิ่งเหนื่อยมากแต่ไม่ควรหักโหม
ระยะ 100 เมตรก็เพียงพอ
จากนั้นวิ่งขึ้นสุดกำลังและจ๊อกช้ากลับลงมา
ทำซ้ำสัก 10 รอบกำลังดีแต่ถ้าเหนื่อยเกินไป
ไม่จำเป็นต้องวิ่งเต็มที่วิ่งลงเนินแบบจ๊อกช้า
หรือเดินก็ได้ หาแบบที่เข้ากับตัวเองดีที่สุด
ข้อดีของ Hill interval คือระยะสั้น เวลาไม่นาน
แต่ได้ผลดีมาก
■ Pace Run
วิ่งเพซแข่งตามสูตรNegative Split คือ 4:00-4:05
นักวิ่งหลายคนซ้อมเพื่อซ้อม แต่พอแข่งจริงวิ่งไม่ออก
ทำให้ผลการแข่งขันแย่ เพราะขาดความเข้มข้น
หรือระยะทางไม่เพียงพอ รวมถึงไม่ชินกับความเร็วแข่ง
ดังนั้นการซ้อมที่เพซนี้ทำให้คุ้นชินในตอนแข่ง
■ Tapering
การปรับสภาพสำหรับ Sub-3 จะทำก่อนแข่ง 3 สัปดาห์
เริ่มจากสัปดาห์ที่ 11 ของโปรแกรมซ้อม
ซึ่งมีส่วนสำคัญ 2 ข้อ
1. รักษาร่างกายที่ได้จากการซ้อม
10 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ให้ศักยภาพลด
และลดความเหนื่อยลงแต่ไม่เอาออกหมด
2. สร้างขาหนัก เพื่อให้วิ่งแบบ
Negative Split ได้ง่ายขึ้น
ผมจะไม่เล่าเยอะ
เพราะรายละเอียดหลัก
เหมือนกับตอน "วิธี Tapering จากโค้ชระดับโลก
โดยโยชิโอะ โคอิเดะ"
ขอให้ไปอ่านเรื่องนั้นประกอบ
ไม่งั้นจะไม่เข้าใจเหตุผลทำไม
เมนู Taper 3 วันก่อนแข่งก็สำคัญ
เพื่อสร้างขาให้หนักในวันแข่ง
ให้วิ่ง 15 กิโลเมตรดูรายละเอียด
ในตาราง Taper ตอนท้ายสำหรับนักวิ่งทั่วไป
อาจคิดว่า 3 วันก่อนแข่ง วิ่ง 15 กิโลเมตรด้วยหรือ?
แต่สำหรับนักวิ่งที่ตั้งเป้า Sub-3 นั้นเหมาะสมแล้ว
เพราะสูตรนี้พิสูจน์มาแล้ว
โดยฮิโรมิ ซูซูกิ ในมาราธอนชิงแชมป์โลก 1997
เธอออกสตาร์ทด้วยภาวะขาที่หนักก่อน จากนั้นเร่งขึ้น
หลังกิโลเมตรที่ 27 และคว้าแชมป์ไปครอง
ส่วนหนึ่งที่เธอแรงตอนท้ายเพราะโคอิเดะให้โปรแกรม
15 โลก่อนแข่ง 3 วันกับเธอ
🔺 เมนูซ้อม Sub-3
ต้องบอกก่อนว่าโปรแกรมต่อไปนี้
ไม่ใช่โปรแกรมสำเร็จรูปคุณต้องปรับเอง
ให้เข้ากับตัวเอง โดนยึดกฎ 5 ข้อข้างต้น
โค้ชโคอิเดะแค่ออกแบบมาเพื่อเป็นแนวทาง
🎽 Sub-3 : โปรแกรมซ้อมสัปดาห์ที่ 1–2
※ จันทร์: พัก
※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ พุธ: บิลด์อัพ 60 นาที
※ พฤหัสบดี: พัก
※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ เสาร์: Hill interval 100–300 ม. × 10–15 ครั้งหรือ Tempo 5 กม. × 2–3 ครั้ง*
※ อาทิตย์: LSD 2 ชั่วโมง (มากกว่า 20 กม.)
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
● Note:
การซ้อมสำคัญครั้งแรกคือวันพุธกับบิลด์อัพ 60 นาที
เริ่มช้าและจบที่ความเร็วเต็มที่ LSD สามารถวิ่งช้าได้เพื่อฟื้นฟูขา
และหากทำได้ช่วงท้ายให้วิ่งเต็มที่ เพื่อเสริมสร้างหัวใจและปอด
🎽 Sub-3 : โปรแกรมซ้อมสัปดาห์ที่ 3–4
※ จันทร์: พัก
※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 30–60 นาที
※ พุธ: เพซแข่ง 10 กม. (เพซ 4:00–4:05)*
※ พฤหัสบดี: จ๊อกกิ้ง 40–60 นาที
※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 40–60 นาที หรือ Interval 10 นาที + 10 นาทีจ๊อก × 3–5 ครั้ง
※ เสาร์: Hill interval 100–300 ม. × 10–15 ครั้ง*
※ อาทิตย์: วิ่งบิลด์อัพ 30 กม.
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
● Note:
หลายคนอาจสงสัยว่าวิ่งเพซแข่งทำไม 4:00–4:05
เพราะโค้ชมองว่าการจะทำ Negative Split ได้นั้น
คุณต้องมีความเร็วพื้นฐานตรงนี้
ไม่งั้นเร่งไม่ขึ้นแน่ช่วงท้ายบิลด์อัพ 30 กม.
วันอาทิตย์จำลองสภาพการแข่งจริง
เริ่มช้าและจบด้วยความเร็ว
🎽 Sub-3 : โปรแกรมซ้อมสัปดาห์ที่ 5–6
※ จันทร์: จ๊อกกิ้ง 30–60 นาที
※ อังคาร: พัก
※ พุธ: เพซแข่ง 60 นาที (เพซ 4:00–4:05)*
※ พฤหัสบดี: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ เสาร์: Tempo 5 กม. × 2–4 ครั้ง*
※ อาทิตย์: LSD 2 ชั่วโมง (เพซ 4:48)
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
● Note:
วันจันทร์จ๊อกกิ้งและวันอังคารพัก
เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อจากการซ้อม
บิลด์อัพ 30 กม. วันพุธวิ่งเพซแข่ง 60 นาที
จะได้ประมาณ 14–15 กม.
🎽 Sub-3 : โปรแกรมซ้อมสัปดาห์ที่ 7–8
※ จันทร์: พัก
※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ พุธ: เพซแข่ง 15 กม. (เพซ 4:00–4:05)*
※ พฤหัสบดี: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ เสาร์: Tempo 5 กม. × 2–4 ครั้ง*
※ อาทิตย์: LSD 2 ชั่วโมง 30 นาที (30–32 กม.)
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
🎽 Sub-3 : โปรแกรมซ้อมสัปดาห์ที่ 9–10
※ จันทร์: พัก
※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ พุธ: เพซแข่ง 20 กม. (เพซ 4:00–4:05)*
※ พฤหัสบดี: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ เสาร์: Interval 1 กม. + จ๊อก 200 ม. × 3–5 ครั้ง*
※ อาทิตย์: บิลด์อัพ 35 กม.
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
● Note:
บิลด์อัพ 35 กม. เป็นการวิ่งยาวที่สุดในการซ้อม
🔺Tapering
🎽 Sub-3 : Taper สัปดาห์ที่ 11
※ 20 วันก่อนแข่ง: พัก
※ 19 วันก่อนแข่ง: บิลด์อัพ 20–25 กม.
※ 18 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ 17 วันก่อนแข่ง: พัก
※ 16 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ 15 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60–80 นาที
※ 14 วันก่อนแข่ง: Tempo 20 กม.*
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
● Note:
สัปดาห์นี้มีวันพัก 2 วัน
สิ่งสำคัญคือ Tempo 20 กม. 14 วันก่อนแข่ง
หากทำได้โอกาสสูงมากที่จะทำ Sub-3
🎽 Sub-3 : Taper สัปดาห์ที่ 12
※ 13 วันก่อนแข่ง: พัก
※ 12 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ 11 วันก่อนแข่ง: Interval 1 กม. + จ๊อก 200 เมตร × 5–7 ครั้ง
※ 10 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60–80 นาที
※ 9 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 40–50 นาที
※ 8 วันก่อนแข่ง: Tempo 10–15 กม.*
※ 7 วันก่อนแข่ง: พัก (หรือจ๊อกกิ้ง 40–60 นาที)
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
🎽 Sub-3 : Taper สัปดาห์ที่ 13
※ 6 วันก่อนแข่ง: วิ่งเพซแข่ง 15–20 กม.*(สามารถช้ากว่าเพซ 4:05 ได้)
※ 5 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ 4 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 40–50 นาที
※ 3 วันก่อนแข่ง: Easy 5 กม. + Tempo 5 กิโลเมตร + Easy 5 กม.
※ 2 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ 1 วันก่อนแข่ง: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ วันแข่ง: มาราธอน 42.195 กม.*
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
● Note:
วิ่งเพซแข่ง 15–20 กิโลเมตร
6 วันก่อนแข่ง เป็นการซ้อมหนัก
ครั้งสุดท้ายก่อนแข่ง ส่วนการวิ่ง 15 กิโลเมตร
3 วันก่อนแข่ง เพื่อทิ้งความเหนื่อยไว้บ้างและ
เพื่อสร้างขาให้หนัก
🔺 การวิ่งมาราธอน 2 สัปดาห์ติดต่อกัน
โค้ชโคอิเดะเล่าว่านาโอโกะ ทาคาฮาชิ
หลังทำสถิติโลกที่เบอร์ลินเธอตั้งใจว่าสัปดาห์ต่อมา
จะลงวิ่งที่ชิคาโกเพื่อทำลายสถิติโลก 2 รายการติด
แต่สุดท้ายเธอก็ถอนตัว โค้ชโคอิเดะบอกว่าการวิ่ง
2 มาราธอนติดแบบนี้ถ้าแข็งแรงพอ และ
ซ้อมมาดีเวลาจะเร็วขึ้นจากเดิมประมาณ 1-2 นาที
เพราะมีความทนจากการแข่งในสัปดาห์ก่อนมาแล้ว
🎽 โปรแกรมซ้อม 2 มาราธอนติด
※ วันแข่ง: มาราธอน 42.195 กม.
※ 6 วันก่อน: วิ่งจ๊อก 60 นาที
※ 5 วันก่อน: วิ่งจ๊อก 60 นาที
※ 4 วันก่อน: พัก
※ 3 วันก่อน: จ๊อก 3 กม. (หรือพัก)
※ 2 วันก่อน: จ๊อก 3 กม.
※ 1 วันก่อน: สปรินต์ 100 เมตร × 3-5 ครั้ง
※ วันแข่ง: มาราธอน 42.195 กม.
📌 まとめ
อย่างที่ผมเคยบอกไปโปรแกรมนี้มันไม่ยาก
แต่จะทำได้ไหมมันอีกเรื่องเพื่อจะเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น
แนะนำให้อ่านเรื่อง "Sub-4 พร้อมโปรแกรม 3 เดือน
จากโค้ชโยชิโอะ โคอิเดะ"
"วิธี Tapering จากโค้ชระดับโลก
โดยโยชิโอะ โคอิเดะ"
เพราะมันมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันเยอะ
และนำมาจากหนังสือเล่มเดียวกัน
ทำให้บางเรื่องซ้ำจึงไม่ได้เล่าต่อในนี้
ซึ่งมีส่วนสำคัญสำหรับนักวิ่ง Sub-3 ด้วย




