
Sub-4 พร้อมโปรแกรม 3 เดือน จากโค้ชโยชิโอะ โคอิเดะ
บทความตอนที่ 3 ในซีรีส์
"วิธีวิ่งมาราธอนให้เร็วหลังกิโลเมตรที่ 30"
สำหรับโค้ชโคอิเดะสั้นๆ เผื่อใครไม่รู้จัก
เป็นโค้ชของนาโอโกะ ทาคาฮาชิ
นักวิ่งเหรียญทองมาราธอนโอลิมปิก
ที่ซิดนีย์ 2000 ต่อด้วยทำลายสถิติโลก
ที่เบอร์ลินในปี 2001
ซึ่งโค้ชเขียนหนังสือเรื่อง
30キロ過ぎで一番速く走るマラソン サブ 4・サブ3を達成する練習法
"วิธีวิ่งมาราธอนให้เร็วหลังกิโลเมตรที่ 30 สำหรับ Sub-3 และ Sub-4"
แก่นของหนังสือเล่มนี้คือ Negative Split
ถึงแม้บทความนี้เราจะเล่าถึง Sub-4
คนที่จะทำ Sub-3 ก็จำเป็นต้องอ่าน
เพราะมีพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งสิ่งที่มีค่ามากคือ
เราได้เห็นวิธีคิดและวางแผนการซ้อม ของโค้ชระดับโลก
ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ ที่โค้ชนักวิ่งระดับเหรียญทองโอลิมปิก
จะมาให้เมนูซ้อม Sub-4
🔺 เหมาะกับใคร?
โค้ชบอกว่าถ้าเคยวิ่งมาราธอนมาแล้ว
ก็สามารถตั้งเป้าทำ Sub-4 ได้แล้ว
เป้าหมาย Sub-4 โค้ชโคอิเดะพูดเสมอว่า
สามารถทำได้ทุกคนถ้าซ้อมอย่างจริงจัง
สำหรับคนน้ำหนักเยอะ แนะนำให้ลดน้ำหนักก่อน
เพื่อจะทำได้ง่ายขึ้น
🔺 พื้นฐานคนทำ Sub-4
แก่นหลักการซ้อม Sub-4 คือการสร้างขาเท่านั้น
คนส่วนใหญ่ที่กล้าตั้งเป้าหมาย Sub-4 ต้องเคยวิ่งมาราธอน
ได้ประมาณ 4:30 ชั่วโมง หรือ 5 ชั่วโมงมาแล้ว
การวิ่งมาราธอน 5 ชั่วโมงนั้นต้องวิ่งเพซ 7 โค้ชโคอิเดะ
บอกว่ามันช้ามากถ้าวิ่งเพซนี้สม่ำเสมอ
ตลอด 42.195 กิโลเมตรแต่ความจริงไม่ใช่
เพราะหลายคนมีวิ่งเหยาะ ๆ รวมถึงเดินด้วยในช่วงท้าย
ถึงได้เวลา 5 ชั่วโมงกว่า
สาเหตุที่ไม่สามารถรักษาความเร็วไว้ได้คือ
ขานั้นเอง ขาของคุณไม่แข็งแรงพอที่จะวิ่ง
ตลอดระยะมาราธอนมีเหตุผลแค่ข้อนี้ข้อเดียว
ไม่ใช่เพราะหายใจไม่ทันขาดการซ้อมความเร็ว
หรืออะไรอย่างอื่นเลยเพราะถ้าหายใจไม่ทัน
ก็แค่ลดเพซลงมาก็ไม่น่าจะใช้เวลาวิ่งถึง 5 ชั่วโมง
ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักวิ่งที่ตั้งเป้า Sub-4
คือการสร้างขาขาที่สามารถวิ่งได้ตลอด 42.195 กิโลเมตร
นี่คือแก่นแท้ในการซ้อม Sub-4 ส่วนเรื่องหัวใจและปอด
อาจจะไม่สำคัญมากสำหรับ นักวิ่ง Sub-4 เพราะมันสำหรับ
นักวิ่งเป้าหมาย Sub-3 แต่ถ้าทำได้จะเพิ่มโอกาส
ในการทำ Sub-4 สูงขึ้นมาก
ขาฝึกฝนโดยการวิ่งระยะไกล ส่วนหัวใจและปอดฝึกโดย
การวิ่งระยะสั้นด้วยความเร็ว ดังนั้นคนที่ตั้งเป้า Sub-4
สิ่งแรกคือจงมุ่งมั่นในการซ้อมเพื่อ "สร้างขา"
ส่วนสำหรับคนที่ตั้งเป้า Sub-3 และ Sub-3:30
โค้ชบอกจะอธิบายเพิ่มเติม ในบทต่อ ๆ ไปซึ่งจะเน้นไปที่
การฝึก "หัวใจและปอด"
🔺 หยุดเข้าใจผิด
※ มีคนคิดแบบนี้ถ้าวิ่งฮาล์ฟ มาราธอน
ได้เวลา XX แค่คูณ 2 ไปและบวกนิดหน่อยก็จบ
มาราธอนเวลา XX แล้วแต่ในความจริงมันไม่ใช่
มาราธอนและฮาล์ฟ มาราธอน
เป็นคนละเรื่องกันโค้ชโคอิเดะบอก
คนที่วิ่งจบระยะ 21 กิโลเมตรเมื่อวิ่งมาราธอนโดยไม่ซ้อม
ขาจะหยุดทำงานที่กิโลเมตร 30 จากจุดนั้นไปฮาล์ฟ มาราธอน
ไม่มีประโยชน์แล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่โค้ชบอกว่ามาราธอน
กับฮาล์ฟมันคนละเรื่องกันเลย การคำนวณเวลาจากฮาล์ฟ
เพื่อทำนายเวลามาราธอนมันจึงไม่มีความหมาย
ถ้าใครเคยวิ่งมาราธอนจะนึกภาพสิ่งที่
โค้ชโคอิเดะเล่าได้ชัดเพราะมันจริงมาก
※ อีกเรื่องคนที่วิ่งมาราธอนเวลา 4 ชั่วโมง 30 นาที
แล้วคิดว่าการทำ Sub-4 ก็แค่วิ่งเร็วขึ้นในครึ่งแรก
ก็ทำได้แล้วขาดแค่ 30 นาทีก็แค่วิ่งครึ่งแรกและครึ่งหลัง
เร็วขึ้นครึ่งละ 15 นาทีก็ทำได้แล้วนี่คือสิ่งที่เราไม่ควร
ทำอย่างยิ่งในมาราธอน การวิ่งครึ่งแรกและครึ่งหลัง
ด้วยความเร็วเดียวกัน การวิ่งครึ่งแรกเร็วเกินไป
ครึ่งหลังคุณจะช้าลงเรื่อยๆ แน่นอน
เพราะคุณใช้พลังงานมากเกินไป
จะทำให้วิ่งต่อไม่ได้ในครึ่งหลัง
ดังนั้นแนวคิดที่ถูกต้องของการวิ่งมาราธอนคือ
ครึ่งแรกวิ่งแบบเก็บแรงและใช้แรงที่เหลือทั้งหมด
ในช่วงครึ่งหลัง
🔺 เมนูฝึกซ้อม 3 เดือนของ Sub-4
นี่คือกฎในการสร้างเมนูซ้อมในเวลา 3 เดือน
โค้ชโคอิเดะบอกว่ากฎนี้จะไม่เปลี่ยน
ไม่ว่าเป้าหมายมาราธอน Sub-3 หรือ Sub-4
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ในหนึ่งสัปดาห์คุณสามารถ
จัดสรรเวลาสำหรับการซ้อมได้มากน้อยแค่ไหน?
สำหรับมนุษย์เงินเดือน อาจจะมีเวลาในช่วง
เช้าตรู่ก่อนไปทำงาน 30 นาทีและตอนเย็นหลังเลิกงาน
หรือสุดสัปดาห์และสำหรับคนที่เป็นเจ้าของกิจการ
หรือผู้ที่เกษียณแล้ว อาจจะมีเวลาที่เป็นอิสระมากกว่า
รูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน
ดังนั้นเราควรสร้างเมนูซ้อมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
โค้ชโคอิเดะออกแบบโปรแกรมนี้
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานประจำ
วิ่งแค่ 1 ครั้งต่อวันถ้ามีเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหรือถ้าไม่พอ
ก็แบ่งเป็น 2 ครั้งต่อวันก็ได้แต่ต้องอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน
และในวันหยุดสุดสัปดาห์ต้องวิ่งให้มากขึ้น
ถ้าทราบพื้นฐานของเมนูฝึกซ้อมแล้ว ก็จะสามารถ
ออกแบบเองได้โดยยึดกฎ 5 ข้อนี้อย่างเคร่งครัด
1. ใน 1 สัปดาห์
※ Point Training 3 วัน
※ จ๊อก 2 วัน
※ พัก 2 วัน
2. วันธรรมดาซ้อม 1 ชั่วโมงต่อครั้ง
หนึ่งในนั้นเป็น Point Training
3. เสาร์อาทิตย์คือวันซ้อม
Point Training และหนึ่งในนั้นคือ Long Run
4. โปรแกรม 3 เดือนของการซ้อม
จะแบ่งเป็น 10 สัปดาห์ซ้อมหลักและอีก 3 สัปดาห์ Taper
5. ใน 10 สัปดาห์ของการซ้อมหลัก
2 สัปดาห์จะเพิ่มความหนักและ 1 สัปดาห์จะลดความหนัก
เพื่อเตรียมซ้อมในสัปดาห์ต่อไปจะเป็นลูป 3 สัปดาห์เสมอ
หากไม่ได้วิ่งตามที่วางแผนไว้เนื่องจากฝนตก
ควรพิจารณาและปรับเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด
แต่จงจำไว้ว่าคุณควรให้ความสำคัญกับการวิ่ง Long Run
มากที่สุดอันดับแรก
ซ้อมสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งย้ำ Long Run สำคัญที่สุด
สำหรับเป้าหมาย Sub-4 ถ้าเข้าใจกฎแล้ว
แม้จะจัดเมนูฝึกซ้อมที่แตกต่างกันออกไป
ผลลัพธ์ก็จะไม่ต่างกัน ขอให้ปรับเปลี่ยน
ตามสถานการณ์
🔺 เป้าหมาย
Sub-4 ต้องวิ่งด้วยเพซ 5:40 ตลอด 42.195 กิโลเมตร
แต่โปรแกรมซ้อมนี้ออกแบบมา เมื่อซ้อมเสร็จคุณจะต้องเร็วขึ้น
จากเพซ 5:40 ประมาณ 10-30 วินาที
เพื่อที่จะวิ่งแบบ Negative Split ได้
🔺 โปรแกรมซ้อม 3 เดือน Sub-4
โค้ชโคอิเดะออกแบบโปรแกรมซ้อมไว้หมดแล้ว
ถ้าอยากเปลี่ยนก็ใช้กฎ 5 ข้อข้างต้น
เมนู 10 สัปดาห์แรกจะเปลี่ยนทุก ๆ 2 สัปดาห์
🔺 เมนูซ้อม
■ พัก
■ จ๊อกกิ้ง
วิ่งเบาๆ ด้วยเพซช้ามากที่สุด
เพื่อคลายกล้ามเนื้อขา
■ บิลด์อัพ (Build-up)
ค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้น
ส่วนมากจะเริ่มที่ 5:50 เร็วขึ้นเรื่อยๆ
อาจไปจบที่ 5:10-5:20
■ Tempo
โค้ชโยชิโอะเรียกว่า
ไทม์ไทรอัล แต่มันคือ
Tempo ที่เราคุ้นนั่นล่ะ
จะกำหนดระยะสั้นๆ มา
และต้องวิ่งด้วยเพซสม่ำเสมอ
เร็วแค่ไหน? โค้ชบอกว่า
เอาให้หมดแรงพอดี
เมื่อวิ่งเสร็จ แบบหอบแฮกๆ
■ วิ่งยาว (Long Run)
จุดประสงค์คือการสร้างภาระให้กับขา
และทำให้ขาแข็งแรงซึ่งสำคัญมาก
และช่วงท้ายๆ ให้เร่งความเร็วขึ้น
โค้ชแนะนำให้วิ่งเพซ 5:30-5:40
🔺 โปรแกรมซ้อม 13 สัปดาห์
🎽 Sub-4 : เมนูซ้อมสัปดาห์ที่ 1–2
※ จันทร์: พัก
※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 30–40 นาที
※ พุธ: Build-up 10 กม.*
※ พฤหัสบดี: จ๊อกกิ้ง 30–40 นาที
※ ศุกร์: พัก (หรือจ๊อกกิ้ง 30 นาที)
※ เสาร์: Tempo 5 กม.*
※ อาทิตย์: Long Run 15–20 กม.
(เร่งความเร็วขึ้น 1-2 กิโลเมตรสุดท้าย)
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
❇️ Note:
วันแรกของซ้อมหนักคือวันพุธบิลด์อัพ 10 กิโลเมตร
มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ประการแรกคือเริ่มสร้างขา
จากระยะสั้น 10 กิโลเมตร ประการที่สองคือฝึกหัวใจและปอด
โดยวิ่งเต็มที่ช่วงท้ายการซ้อมที่กดดันมากที่สุด
คือวันเสาร์ Tempo 5 กิโลเมตร เพื่อฝึกหัวใจและปอด
และสร้างความเร็วระยะ 5 กิโลเมตรใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที
วันอาทิตย์ Long Run 15 ถึง 20 กิโลเมตร เพื่อสร้างขาให้แข็งแรง
และ 1-2 โลท้ายให้วิ่งเร็วขึ้น เพื่อฝึกหัวใจและปอดควบคู่ไปด้วย
🎽 Sub-4 : เมนูซ้อมสัปดาห์ที่ 3–4
※ จันทร์: พัก
※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 30–60 นาที
※ พุธ: Build-up 60 นาที (10+ กม.)*
※ พฤหัสบดี: จ๊อกกิ้ง 30–40 นาที
※ ศุกร์: พัก (หรือจ๊อกกิ้ง 20–30 นาที)
※ เสาร์: Tempo 5 กม. + 3 กม.*
※ อาทิตย์: Long Run 20–25 กม.
(เร่งความเร็วขึ้น 5 กิโลเมตรสุดท้าย)
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
❇️ Note:
สัปดาห์ก่อนหน้านี้ซ้อมแบบบิลด์อัพแสดงเป็น
ระยะทาง 10 กม. ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป
จะกำหนดเป็นนาทีซึ่งมีความหมายว่า
ต้องการให้วิ่งเกิน 10 กม.หลักพื้นฐานคือเพิ่มภาระ
ให้หนักกว่าสัปดาห์ก่อนหน้า
ดังนั้นให้ซ้อมอย่างเต็มที่ในขอบเขตที่ร่างกายรับได้
การซ้อม Tempo ในวันเสาร์ให้เริ่มด้วยการวิ่ง 5 กม.
ความเร็วสูงสุดเพื่อกระตุ้นระบบหัวใจและปอด
วิ่งจนหายใจหอบจากนั้นพักแล้วจึงวิ่ง 3 กม. อีกครั้ง
🎽 Sub-4 : เมนูซ้อมสัปดาห์ที่ 5–6
※ จันทร์: พัก
※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 30-60 นาที
※ พุธ: บิลด์อัพ 60 นาที (โซน 3-4)*
※ พฤหัสบดี: พัก
※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 30-40 นาที
※ เสาร์: Tempo 5 กม. × 2 ครั้ง*
※ อาทิตย์: บิลด์อัพ 20-25 กม.*
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
❇️ Note:
สัปดาห์นี้มีการสลับเมนูซ้อมวันพฤหัสบดีคือวันพักและ
วันศุกร์คือจ๊อกกิ้ง 30-40 นาทีเหตุผลคือการวิ่งเล็กน้อย
ในวันก่อนหน้าวันที่ซ้อมหนักจะทำให้ง่ายขึ้น
วันอาทิตย์ก็มีการเปลี่ยนจากเดิม Long Run
แต่ครั้งนี้เป็นบิลด์อัพในแง่ของระยะทางนั้น
ไม่แตกต่างจาก 2 สัปดาห์ก่อนและยังมีการเร่งความเร็ว
ในช่วง 5 กม. สุดท้ายอย่างไรก็ตามเมื่อเปลี่ยนเนื้อหา
เป็นการซ้อมบิลด์อัพ คุณจะต้องเน้นเพิ่มความเร็ว
ในช่วงกลางมากขึ้น
🎽 Sub-4 : เมนูซ้อมสัปดาห์ที่ 7-8
※ จันทร์: พัก
※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 30–60 นาที
※ พุธ: Build-up 60 นาที*
(เร็วตั้งแต่ต้นและเร็วขึ้นในช่วงท้าย)
※ พฤหัสบดี: พัก
※ ศุกร์: พัก (หรือจ๊อกกิ้ง 20–60 นาที)
※ เสาร์: Tempo 5 กม. 2–3 ครั้ง*
※ อาทิตย์: Long Run 25–30 กิโลเมตร
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
❇️ Note:
วันเสาร์กำหนดเป็น Tempo 5 กม. x 2-3 ครั้งหรือ Tempo 10 กม.
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 7-8 ร่างกายอาจเริ่มมีความล้าสะสม
หากรู้สึกว่ายากเกินไปก็สามารถลดการซ้อมลงได้
ในทางกลับกัน หากรู้สึกว่าการซ้อมเบาเกินไป
ก็สามารถเพิ่มให้หนักขึ้นได้เล็กน้อย
จะช่วยให้การซ้อมมีความเข้มข้นมากขึ้น
วันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันสำหรับการ Long Run
จะเป็นการซ้อมที่ไกลที่สุดด้วยเพซเฉลี่ยที่รู้สึกดี
อาจวิ่ง 25 กม. ในสัปดาห์ที่ 7 และ 30 กม. ในสัปดาห์ที่ 8 ก็ได้
แต่ต้องพยายามให้ถึง 30 กม. สำหรับการวิ่ง 25 กม.
หากคุณเร่งความเร็วในช่วงท้ายจะเป็นการฝึก
หัวใจและปอดได้เป็นอย่างดี
🎽 Sub-4 : เมนูซ้อมสัปดาห์ที่ 9-10
※ จันทร์: พัก (หรือเดิน 30–40 นาที)
※ อังคาร: พัก
※ พุธ: Build-up 60 นาที*
※ พฤหัสบดี: พัก
※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 30–50 นาที
※ เสาร์: Tempo 5 กม. 2–3 ครั้ง*
※ อาทิตย์: Build-up 25–30 กม.*
(วิ่งเต็มที่เหมือนแข่ง)
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
❇️ Note:
ในที่สุดก็เข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของซ้อมก่อนที่จะเข้าสู่ Taper
วันจันทร์เป็นวันพักเพราะวันก่อนหน้าวิ่งมา 30 กม.
แต่ถ้าไหวแนะนำให้เดินสัก 30-40 นาที
การขยับขาเล็กน้อยหลังวันวิ่งหนักจะช่วย
คลายกล้ามเนื้อการซ้อมหลักของสัปดาห์นี้
คือวันอาทิตย์ตั้งใจวิ่งให้คิดว่าคือการซ้อมใหญ่
ด้วยเพซแข่งจริงๆและให้วิ่งเร็วขึ้นในครึ่งหลัง
โค้ชย้ำอีกรอบว่า Sub-4 ทำได้ทุกคน
แค่อย่าใช้ข้ออ้างหยุดซ้อมเยอะ
แกยกตัวอย่างการซ้อมของ
นาโอโกะ ทาคาฮาชิ ว่าเธอวิ่ง
มากกว่า 1,200 กิโลเมตรต่อเดือน
ในวันที่วิ่งหนักที่สุดอาจถึง 80 กิโลเมตรต่อวัน
นี่คือปริมาณซ้อมที่หนักมากและนั่นคือเหตุผลว่าทำไม
เธอจึงแข็งแกร่ง เพราะการซ้อมไม่โกหกใคร
🎽 Sub-4 : สัปดาห์ที่ 11 Tapering
※ จันทร์: จ๊อกกิ้ง 60 นาที
※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 40-50 นาที
※ พุธ: Tempo 10 กม.* (20 กม. หากเป็นไปได้)
※ พฤหัสบดี: จ๊อกกิ้ง 40-60 นาที
※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 40-60 นาที
※ เสาร์: Long Run 20-30 กม. (เพซ 5:30)*
※ อาทิตย์: จ๊อกกิ้ง 40-60 นาที
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
❇️ Note:
เหลือเวลาอีกสามสัปดาห์ก่อนการแข่งขัน
นี่คือสัปดาห์สุดท้ายของการฝึกซ้อมหนัก
ถ้าเป็นไปได้ Tempo วันพุธถ้าไหวก็วิ่งให้ถึง 20 กม.
ด้วยเพซ 5:20-5:30
🎽 Sub-4 : สัปดาห์ที่ 12 Tapering
※ จันทร์: พัก
※ อังคาร: จ๊อกกิ้ง 30-50 นาที
※ พุธ: Tempo: 5 กม. x 1-2 ครั้ง*
※ พฤหัสบดี: จ๊อกกิ้ง 40-50 นาที
※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 30-40 นาที
※ เสาร์: Long Run 15-20 กม. (เพซ 5:30)*
※ อาทิตย์: จ๊อกกิ้ง 30-40 นาที
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
❇️ Note:
วันเสาร์ถ้าวิ่งได้ 20 กม.ด้วยเพซ 5:30
ก็มีโอกาสสูงมากที่จะทำ Sub-4 ได้
🎽 Sub-4 : สัปดาห์ที่ 13 Tapering
※ จันทร์: จ๊อกกิ้ง 30-60 นาที
※ อังคาร: หยุด
※ พุธ: จ๊อกกิ้ง 30-50 นาที
※ พฤหัสบดี: เพซแข่ง 5-8 กม.*
※ ศุกร์: จ๊อกกิ้ง 40-60 นาที
※ เสาร์: จ๊อกกิ้ง 30-40 นาที
※ อาทิตย์: วันแข่ง 42.195 กิโลเมตร
*วอร์มอัพ 15-20 นาทีก่อน
❇️ Note:
ในที่สุดก็มาถึงสัปดาห์สุดท้าย การซ้อมเพซแข่ง 5-8 กม.
ก่อนวันแข่ง 3 วันเพื่อให้ขามีความล้าเหลืออยู่เล็กน้อย
ส่วนการจ๊อกกิ้ง 2–1 วันก่อนแข่ง มีไว้เพื่อคลายกล้ามเนื้อ
ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา คุณเหนื่อยมากแล้ว
ขอบคุณที่ทุ่มเทอย่างหนักในวันแข่งจริงขอให้
ควบคุมตัวเองในช่วงแรกและไปใส่ให้หมดหลัง
กิโลเมตรที่ 30 และสามารถทำ Sub-4 ได้สำเร็จ
🔺 ผมค่อนข้างเซอร์ไพรส์
กับโปรแกรมที่โค้ชโคอิเดะให้มา
เพราะว่าคาดว่ามันจะหนักกว่านี้สังเกตเห็นอะไรไหม
ไม่มี Interval เพราะอย่างที่ โค้ชบอกไปว่า นักวิ่งที่วิ่ง
มาราธอนเวลา 4-5 ชั่วโมงกว่า พวกเขาไม่ได้ขาดความเร็ว
แค่ขาไม่แข็งแรงพอที่จะวิ่ง ตลอดระยะมาราธอนเท่านั้นเอง
ทำให้โปรแกรมซ้อมเน้นไปที่การสร้างขาโดยเฉพาะ
และส่วนมากจะไม่ได้ซ้อมที่ 5:40 แต่จะเร็วกว่านั้น
ประมาณ 10-30 วินาทีรวมถึง Long Run
ไกลสุดแค่ 30 กิโลเมตร
🔺 โค้ชฝากมา
อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะเริ่มเห็นภาพ Sub-4 ชัดเจนขึ้นบ้าง
ตอนอ่านคงรู้สึกว่าน่าจะทำได้นะแต่เมื่อลงมือซ้อมจริงๆ
จะมีปัจจัยต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ที่ควบคุมไม่ได้
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือมีวันที่วิ่งไม่ได้
ในการซ้อม 3 เดือนนั้นจะต้องมีวันที่ฝนตก
มีวันที่อาจบาดเจ็บหรือเกิดอุบัติเหตุ และอาจมีวันที่คิดว่า
"วันนี้ไม่อยากวิ่งเลย"
ตารางที่โค้ชโคอิเดะเขียนมานั้นเป็นเพียงตัวอย่าง
เช่น เขียนว่าต้องวิ่ง 10 กิโลเมตรแต่ถ้า
ทำได้แค่ 7 กิโลเมตร
ก็ใช่ว่าจะทำ Sub-4 ไม่ได้ไม่ได้วิ่งสักวันก็ไม่เป็นไร
แม้แต่หยุดไปเป็นสัปดาห์ก็ยังได้ ถ้าต้องพักจริงๆ
ก็ต้องพัก ไม่ต้องฝืนนักวิ่งมาราธอนจะรู้ดีว่า
บางครั้งบาดเจ็บจนต้องหยุดไปหนึ่งหรือสองสัปดาห์
ก็เป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นให้คิดไว้เลยว่า
ตารางซ้อมต้องเขียนใหม่เรื่อยๆ
เมนูที่โค้ชโคอิเดะทำนั้นเต็มไปด้วยการปรับแก้
ไม่มีตารางที่สวยงามไร้การแก้ไข
แม้กระทั่งเมนูซ้อมของนาโอโกะ ทาคาฮาชิ โค้ชยังแก้
สำหรับทุกคนที่ไม่มีโค้ชต้องปรับแก้ตารางด้วยตัวเอง
โดยยึดหลักการ 5 ข้อนั้นก็จะสามารถปรับแก้
ด้วยตัวเองได้ ไม่มีปัญหาใดๆ
🔺 ลดน้ำหนัก
ลดน้ำหนักก็เป็นส่วนหนึ่งของการซ้อมเช่นกัน
โค้ชโคอิเดะจะถูกถามบ่อยว่าเมื่อซ้อม 2–3 เดือนเวลา
จะดีขึ้นได้แค่ไหน?
"ฝึก 2 เดือนเวลาจะเร็วขึ้น
15–20 นาที ถ้า 3 เดือน
อาจดีขึ้นถึง 30 นาที"
— โค้ชโคอิเดะ กล่าว
จากประสบการณ์ที่สอนนักวิ่งมาจำนวนมาก
ถ้านักวิ่ง PB 4:30 ชั่วโมงซ้อมตามโปรแกรมนี้ 3 เดือน
โอกาสจะทำ Sub-4 ได้มีสูงมากส่วนนักวิ่ง 5 ชั่วโมง
ถ้าช้าเพราะเดินช่วงท้าย ก็มีโอกาสทำ Sub-4 ได้เช่นกัน
โค้ชโคอิเดะบอกว่ากลุ่มที่ยากที่สุดคือ
คนที่น้ำหนักตัวเยอะแม้จะมี PB 4-5 ชั่วโมง
เพราะมันต้องแบกน้ำหนักตัวทำให้ความเร็วช้าลง
ขาและเอวต้องรับภาระหนัก
หากฝืนอาจเจ็บข้อเท้า เข่า ต้นขา หรือเอวได้ง่าย
เมื่อดูการแข่งมาราธอนจะเห็นว่าคนที่วิ่งแถวๆ
Cut off ล้วนน้ำหนักตัวเยอะเพราะน้ำหนักตัวมาก
ทำให้เสียเปรียบในการวิ่ง อีกทั้งการซ้อมก็
ทำตามโปรแกรมไม่ได้ การวิ่ง 42.195 กิโลเมตร
จึงยากตั้งแต่ต้น แต่ก็ไม่ควรยอมแพ้
สำหรับกลุ่มนี้ต้องเตรียมตัวเพิ่ม
ให้เริ่มจากการเดินเพื่อลดน้ำหนัก
และสร้างขา เสริมความแข็งแรง
ใน 1 เดือนควรลดน้ำหนักได้ประมาณ
1–2 กิโลกรัม มากสุด 4 กิโลกรัม
แม้กระทั่งนาโอโกะ ทาคาฮาชิก่อนเข้าแคมป์ฝึกซ้อม
เธอยังต้องลดน้ำหนักเกือบทุกครั้งเพราะเมื่อ Off season
เธอจะน้ำหนักขึ้น 8–9 กิโลกรัมเธอใช้เวลาประมาณ 1 เดือน
เดินขึ้นเขาเพื่อลดน้ำหนัก และหลังจากนั้นจึงเริ่มวิ่งจริงจัง
เธอจะเดิน 8 ชั่วโมงต่อวันขึ้นเขาเพื่อเผาพลาญไขมัน
นอกจากนี้เธอยังวิ่งจ๊อกกิ้งอีกวันละ 10–20 กิโลเมตร
ก่อนอาหารเช้า เพื่อปรับสภาพร่างกาย
น้ำหนักของเธอในสภาพที่ฟิตคือ 45.5–46 กิโลกรัม
มาราธอนเป็นกีฬาที่น้ำหนักตัวเบามีความได้เปรียบ
ดังนั้นการคุมน้ำหนักถือเป็นการฝึกอย่างหนึ่ง
โค้ชโคอิเดะบอกการลดน้ำหนักคือ
ส่วนหนึ่งของการซ้อมคนที่น้ำหนักตัวมากให้เริ่ม
จากตรงนั้นแล้วค่อยตั้งเป้า Sub-4
📌 まとめ
เพื่อจะได้เข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น
แนะนำให้อ่าน ตอนที่ 1 และ 2 ด้วย
เพราะมันต่อเนื่องกัน บางครั้ง
ผมก็ไม่ได้อธิบายกลัวมันจะซ้ำ
กับที่เขียนไปมากและจะยาวเกินไป
สำหรับตอนที่ 4
"โปรแกรมซ้อมและการเตรียมตัว
สำหรับมาราธอน Sub-3"




