ประวัติศาสตร์สถิติโลกมาราธอน

ประวัติศาสตร์สถิติโลกมาราธอน

About Marathon
About Marathon2026年03月18日 06:27

ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2004 

สหพันธ์กรีฑานานาชาติ (IAAF)

ปัจจุบันคือ World Athletics

ไม่รับรองสถิติมาราธอนเป็น

สถิติโลก (World Record) 

แต่จะใช้คำว่า World Best แทน 

ด้วยเหตุผลหลักๆ ดังนี้

※ ความหลากหลายของเส้นทาง

สนามมาราธอนแต่ละแห่ง

มีความยากง่ายแตกต่างกัน

ทั้งเรื่องความชัน (Elevation), 

สภาพอากาศ และพื้นผิวถนน 

ทำให้การเปรียบเทียบเวลา

ในแต่ละสนามดูไม่ยุติธรรม

เท่ากับการวิ่งในลู่วิ่งมาตรฐาน

※ มาตรฐานการวัด

ในสมัยก่อน การวัดระยะทาง

บนถนนทำได้ยากที่จะให้แม่นยำ

เท่ากันทุกสนามทั่วโลก


🔺 


ก่อนจะพาย้อนอดีต

พามาทำความรู้จัก 2 องค์กรนี้ก่อน

World Athletics 

เป็นองค์กรกำกับดูแล

กรีฑาในสเกลระดับโลก

ที่มีสมาชิกคือสมาคม

กรีฑาของแต่ละประเทศ

มีอำนาจในการออกกฎระเบียบ

การแข่งขันกรีฑาทุกประเภท 

และเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจ

รับรองสถิติโลกอย่างเป็นทางการ

AIMS

เป็นสมาคมสมาชิกของผู้จัดงานวิ่ง

สมาชิกคือตัวแทนผู้จัดงานวิ่งแต่ละงาน

ไม่ใช่สมาคมประจำชาติ มีหน้าที่

สนับสนุนและแลกเปลี่ยนความรู้

ระหว่างผู้จัดงานวิ่งด้วยกัน 

ปัจจุบัน AIMS มีการแข่งขันวิ่ง

ที่เป็นสมาชิก 457 รายการ 

ในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก

สมาชิกล่าสุดงานวิ่งไทยคือ

Thabo Midnight Marathon

Nongkhai Running Festival

จากจังหวัดหนองคายทั้งคู่

เอาง่ายๆ ภาพรวม

※ AIMS คือกลุ่มผู้จัดงานวิ่ง

※ World Athletics เป็นผู้กำกับดูแลกรีฑา

สรุปให้ฟังสำหรับ

คนไม่อยากอ่านยาว

แต่แนะนำให้อ่านทั้งหมด

เพื่อจะได้เห็นภาพชัดเจน


🔺 

จุดเริ่มต้น

มาราธอนเป็นหนึ่งในกีฬา

ที่เก่าแก่และเปี่ยมไปด้วย

มนต์ขลังมากที่สุดใน

ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ 


คำว่า "มาราธอน" (ตอนนั้นไม่ใช่ระยะ)

มีรากฐานมาจากตำนาน

การวิ่งของฟีดิปพิดีส (Pheidippides) 

ผู้ส่งสารชาวเอเธนส์ที่วิ่งจาก

สมรภูมิมาราธอนไปยังกรุงเอเธนส์

ในปี 490 ก่อนคริสตกาล

เพื่อแจ้งข่าวชัยชนะเหนือ

ชาวเปอร์เซียก่อนที่เขาจะสิ้นใจลง  

แนวคิดเรื่องการทดสอบ

ความอดทนในระยะไกลนี้

ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง

โดยบารอน ปิแอร์ เดอ กูแบร์แต็ง 

(Baron Pierre de Coubertin) 

ผู้ก่อตั้งกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ 

โดยมีการจัดการแข่งขัน

วิ่ง 40 กิโลเมตร

ในกีฬาโอลิมปิกครั้งแรก 

ณ กรุงเอเธนส์ ปี 1896 

สไปริดอน หลุยส์ 

(Spyridon Louis) 

คนหาบน้ำชาวกรีกเป็นผู้

คว้าเหรียญทอง

ด้วยเวลา 2:58:50 ชั่วโมง  

อย่างไรก็ตาม 

ตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้น 

วงการมาราธอนต้องเผชิญ

กับความท้าทายอย่างยิ่ง

ในเรื่องความเที่ยงตรงของ

ระยะทางและการรับรองสถิติ 

เนื่องจากขาดมาตรฐานสากล

และระบบการทำงานร่วมกัน

ระหว่างผู้จัดงานระดับนานาชาติ


🔺

42.195 กิโลเมตร

นี่คือจุดที่คำว่ามาราธอน

มาบรรจบกับ 42.195 กิโลเมตร

การแข่งมาราธอน

โอลิมปิกแต่ละครั้งมีระยะทาง

ที่แตกต่างกันออกไป  

มีความผันแปรตาม

ภูมิศาสตร์ของเมืองที่จัดงาน

หรือดุลยพินิจของผู้จัด  

📆 ปี 1908

โอลิมปิก ณ กรุงลอนดอน

เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

เมื่อมีการร้องขอจาก

ราชวงศ์อังกฤษให้ย้าย

จุดสตาร์ทไปยังสนามหญ้า

ด้านตะวันออกของ

ปราสาทวินด์เซอร์เพื่อให้เด็ก ๆ 

ในห้องเนิร์สเซอรี่สามารถชม

การปล่อยตัวการแข่งขันได้ 

และให้เส้นชัยอยู่ที่ด้านหน้า

พระที่นั่งในสนามไวท์ซิตี้สเตเดียม 

(White City Stadium) 

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้

ระยะทางถูกเพิ่มออกไปอีก 

385 หลา รวมเป็น 26 ไมล์ 385 หลา

หรือ 42.194988 กิโลเมตร

📆 ปี 1912

จุดเริ่มต้นของ IAAF

องค์กรกรีฑาโลกก่อตั้งขึ้น

หลังการแข่งขันโอลิมปิก

ที่สตอกโฮล์ม

ในชื่อเต็มว่า

International Amateur Athletic Federation

เพราะในสมัยนั้นยังยึดแนวคิดว่า

นักกีฬาต้องเป็นนักกีฬาสมัครเล่นเท่านั้น

จึงใช้คำว่า Amateur

📆 ปี 1921

IAAF ได้ประกาศให้ระยะทาง

42.195 กิโลเมตร (ปัดเศษขึ้น)

เป็นระยะมาตรฐานอย่างเป็นทางการ

สำหรับการวิ่งมาราธอน 

📆 ปี 2001 

IAAF ตัดคำว่า Amateur ออก 

และปรับชื่อเต็มเป็น

International Association of Athletics Federations

ยังคงใช้ตัวย่อ IAAF เหมือนเดิม

📆 ปี 2019

IAAF เปลี่ยนชื่อเป็น World Athletics


🔺

ความท้าทายในการบันทึกสถิติ


แม้ IAAF จะประกาศว่ามาราธอน

คือระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

แต่การจะวัดระยะทางให้แม่นยำ

และเส้นทางที่เที่ยงตรง อย่างที่

กล่าวไปตอนต้นบทความ มันยาก

เพื่อให้การบันทึกสถิติเป็นธรรม

ทำให้สถิติที่ทำได้ในมาราธอน

มักถูกเรียกว่า "ผลงานที่ดีที่สุดในโลก" 

(World Best) แทนที่จะเป็น 

"สถิติโลก" (World Record) 

📆 ปี 1908

World Best อย่างเป็นทางการ

ครั้งแรกในยุค 42.195 กิโลเมตร

คือผลงานของ จอห์นนี่ เฮย์ส 

(Johnny Hayes) ในโอลิมปิกที่ลอนดอน

ด้วยเวลา 2:55:18 ชั่วโมง  

ซึ่งในครั้งนั้นเกิดเหตุการณ์

อื้อฉาวขึ้นเมื่อ โดรันโด ปิเอตรี 

(Dorando Pietri) นักวิ่งชาวอิตาลี

เข้าเส้นชัยเป็นคนแรกแต่

ถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากได้รับ

การช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่

หลังจากล้มลงหลายครั้งในสนาม 


🔺

ในช่วงทศวรรษที่ 1950 


📆 ปี 1953

จิม ปีเตอร์ส (Jim Peters) 

นักวิ่งชาวอังกฤษได้

สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการ

ทำลายกำแพง 2:20 ชั่วโมง

ซึ่งในขณะนั้นถูกมองว่า

เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ที่มนุษย์จะวิ่งได้เร็วขนาดนั้น

ใน Polytechnic Marathon

ด้วยเวลา 2:18:40 ชั่วโมง

📆 ปี 1960 

อาเบเบ บิกิลา (Abebe Bikila) 

จากเอธิโอเปียได้กลายเป็น

ตำนานนักวิ่งมาราธอนด้วยเท้าเปล่า

ในโอลิมปิกที่กรุงโรมและ

ทำลายสถิติโลกเวลา 2:15:16 ชั่วโมง


🔺


จุดกำเนิดของ AIMS

📆 ก่อนปี 1982 

การแข่งมาราธอนทั่วโลก

ขาดความร่วมมือและการ

แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้จัดงาน  


แม้จะมีงานแข่งที่เก่าแก่

อย่างเอเธนส์และบอสตันมานาน 

แต่การจัดมาตรฐานร่วมกันนั้น

ยังไม่เกิดขึ้นจริง 

📆 ปี 1981

เกิดแนวคิดที่จะตั้งองค์กรกลางขึ้น

เริ่มต้นขึ้นจากการพบปะของ

Race Director มาราธอนชั้นนำ

ที่โฮโนลูลูโดยมีเป้าหมายเพื่อ

ส่งเสริมการวิ่งบนถนนทั่วโลก  

เซอร์จ อาร์เซโนลต์ (Serge Arsenault)

Race Director จากมอนทรีออล

ได้เสนอแนวคิด "World Circuit" 

ซึ่งเป็นการจัดลำดับคะแนน

จากการแข่งขัน 6 รายการ

ใน 5 ทวีปเพื่อหาแชมป์โลกมาราธอน 

แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน

📆 ปี 1982

ในเดือนพฤษภาคม ณ กรุงลอนดอน 

สมาคมมาราธอนนานาชาติ (Association of International Marathons: AIMS) 

ได้ถูกก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ

เหตุผลที่ใช้ชื่อนี้เพราะในช่วงแรก

สมาชิกจำกัดเฉพาะผู้จัดมาราธอนเท่านั้น 

ยังไม่ได้รวมการแข่งขันระยะอื่น ๆ บนถนน 

โดยมี วิล โคลนีย์ (Will Cloney) 

จาก Boston Marathon เป็นประธานคนแรก 

และคริส บราเชอร์ (Chris Brasher) 

จาก London Marathon เป็นรองประธาน 

พร้อมด้วยเฟรด เลโบว์ (Fred Lebow) 

ผู้ก่อตั้ง New York City Marathon

เป็นสมาชิกคณะกรรมการชุดแรก  

วัตถุประสงค์หลักของ AIMS 

คือการทำงานร่วมกับ IAAF 

ในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ

การแข่งขันบนถนนนานาชาติ 

เช่น

※ สร้างมาตรฐานการแข่งขันมาราธอน

※ พัฒนาวิธีวัดระยะที่แม่นยำ

ทำให้สถิติจากสนามต่าง ๆ 

สามารถเปรียบเทียบกันได้

※ แลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ

องค์ความรู้การจัดงานระหว่างสมาชิก

📆 ปี 1986

เมื่อขอบเขตกีฬาวิ่งไม่ได้จำกัด

แค่มาราธอนอีกต่อไป

จึงมีการใช้ชื่อเต็มใหม่ว่า

Association of International Marathons and Distance Races

แต่ยังคงใช้ตัวย่อ AIMS เหมือนเดิม


🔺

ความท้าทายเรื่องการวัดระยะ

ปัญหาที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง

ก่อนการเข้ามาของ AIMS คือ

วิธีการวัดระยะทางที่ไม่ได้มาตรฐาน 

ผู้จัดงานส่วนใหญ่มักใช้วิธีวัด

จากมาตรวัดของรถยนต์

ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนสูงมาก  

📆 ปี 1981

กรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดคือ

สถิติของอัลเบอร์โต ซาลาซาร์ 

(Alberto Salazar) 

ใน New York City Marathon

ที่ทำเวลาได้ 2:08:13 ชั่วโมง

ซึ่งได้รับการเฉลิมฉลองว่า

เป็นสถิติที่ดีที่สุดในโลก

แต่ภายหลังจากการรังวัดสนามซ้ำ

ในปี 1984 พบว่าระยะทางสนาม

ขาดไปหลายเมตรทำให้สถิติเป็นโมฆะ 

ทำให้สถิติอย่างเป็นทางการ

ตกเป็นของโรเบิร์ต เดอ คาสเตลลา 

(Robert De Castella) ที่ทำได้ใน

Fukuoka International Marathon 1981

ด้วยเวลา 2:08:18 ชั่วโมง  

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึง

ความจำเป็นเร่งด่วนในระบบ

การรังวัดที่มีมาตรฐาน

ทางวิทยาศาสตร์


🔺


วิศวกรรมเบื้องหลังความแม่นยำ

ในช่วงเวลานั้นมีเทคนิคการวัดระยะ

ที่เริ่มได้รับความสนใจนั่นคือ

การใช้ Jones Counter

"Jones Counter" 

พัฒนาโดยอลัน โจนส์ 

(Alan Jones) ในปี 1971  


อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นมาตรวัดเชิงกล

ที่ติดตั้งอยู่บนแกนล้อหน้า

ของจักรยานเพื่อทำหน้าที่

นับรอบการหมุนของล้ออย่างละเอียด 

โดย 1 รอบการหมุนมักจะให้ค่า

ประมาณ 20-26 หน่วย (Counts) 

ซึ่งเท่ากับความละเอียด

ในการวัดระยะทางประมาณ 

8-10 เซนติเมตรต่อหน่วย 


วิธีการใช้จักรยานที่ผ่านการ

ปรับเทียบ (Calibrated Bicycle Method) 

ได้รับการพิสูจน์ความแม่นยำและ

เริ่มนำมาใช้ในระดับสากลครั้งแรก

ในการวัดระยะทางสนามมาราธอน

โอลิมปิก ที่มอนทรีออล 1976  

การวัดระยะทางตามมาตรฐาน 

ประกอบด้วยขั้นตอนที่เคร่งครัดดังนี้

1. การกำหนดเส้นทาง

นักรังวัดต้องกำหนดเส้นทาง

ที่สั้นที่สุดที่เป็นไปได้ (SPR) 

ที่นักวิ่งจะสามารถวิ่งได้

ภายในขอบเขตของถนนที่กำหนด 

2. การสร้างระยะปรับเทียบ 

(Calibration Course)

ต้องมีการวัดระยะทางอ้างอิง

บนพื้นถนนราบ (เช่น 300 หรือ 1,000 เมตร) 

ด้วยเทปเหล็กหรือเครื่องมือวัด

ระยะทางด้วยเลเซอร์ที่มีความเที่ยงตรงสูง 

3. การปรับเทียบก่อนการวัด 

นักรังวัดต้องปั่นจักรยานไป-กลับ

บนระยะอ้างอิงเพื่อคำนวณ

หาจำนวนหน่วย (Counts) 

ต่อกิโลเมตร โดยต้องมีการ

วอร์มยางจักรยานให้เข้าสู่

อุณหภูมิทำงานก่อนเพื่อป้องกัน

การเปลี่ยนแปลงของแรงดันลม

และเส้นรอบวงของล้อ 

4. การรังวัดจริง (Measurement)

ปั่นจักรยานตามเส้นทางที่กำหนด

โดยพยายามรักษา SPR ตลอดเวลา 

5. การปรับเทียบหลังการวัด

(Post-calibration) หลังการวัดเสร็จสิ้น 

ต้องปั่นจักรยานบนระยะอ้างอิง

อีกครั้งเพื่อตรวจสอบความคลาดเคลื่อน

ที่อาจเกิดจากการซึมของลมยาง

หรือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ 

6. ปัจจัยป้องกันระยะสั้น 

(Short Course Prevention Factor: SCPF)

เพื่อป้องกันไม่ให้สนามมีระยะทางสั้น

กว่ามาตรฐานในกรณีที่มีการ

รังวัดซ้ำในอนาคต 

ผู้จัดงานต้องสร้างระยะเผื่อไว้ 

1 ใน 1,000 หรือ 0.1% 

นั่นหมายความว่าสนามมาราธอน

มาตรฐานจะถูกวัดจริงที่

ระยะทาง 42.237 กิโลเมตร 

(ยาวกว่าเดิม 42 เมตร) 


🔺


AIMS กับ World Athletics

เมื่อระบบวัดระยะของ AIMS 

ได้รับการพิสูจน์ว่าแม่นยำและ

เชื่อถือได้ องค์กรกรีฑาระดับโลก

อย่าง IAAF (World Athletics)

จึงนำระบบนี้มาใช้เป็นมาตรฐานร่วมกัน

เกิดเป็นมาตรฐาน

AIMS / World Athletics Certified Course

สรุปง่ายๆ คือ 

※ ผู้วัดระยะสนามต้องได้รับการรับรอง

จาก AIMS / World Athletics

※ รับรองสนาม เป็น AIMS / World Athletics

※ รับรองสถิติ เป็น World Athletics


🔺


World Record

เมื่อได้ระยะที่แม่นยำและ

มั่นใจแล้วว่าทุกสนามมีระยะทางเท่ากัน

ต่อไปต้องเพิ่มข้อบังคับเพิ่มเติม

เพื่อความเท่าเทียมกันมากขึ้น

ในแต่ละสนามที่ลงแข่ง

การทำงานร่วมกันระหว่าง 

AIMS และ IAAF (World Athletics) 

นำไปสู่การประกาศใช้ข้อบังคับ

ที่เข้มงวดเพื่อความเท่าเทียมกัน

ของข้อมูลสถิติโลก 

วันที่ 1 มกราคม 2004 เป็นต้นมา 

สถิติมาราธอนจะได้รับการรับรอง

เป็น "สถิติโลก" (World Record) 

ได้ก็ต่อเมื่อสนามผ่านเกณฑ์

ทางภูมิศาสตร์และเทคนิครังวัด

ที่กำหนดไว้ใน Rule 260 

(ปัจจุบันคือ Rule 261) 

ของ World Athletics

1. เกณฑ์ด้านความชัน 

(Elevation Drop) ความแตกต่าง

ของระดับความสูงระหว่าง

จุดสตาร์ทและเส้นชัยของสนาม

เมื่อคำนวณเฉลี่ยตลอดเส้นทางแล้ว 

จะต้องมีค่าความชันลดลงไม่เกิน 

1 เมตรต่อกิโลเมตร (หรือ 1:1,000)  

กฎนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกัน

ผลประโยชน์จากแรงโน้มถ่วง

ที่อาจช่วยให้นักวิ่งวิ่งได้เร็วกว่าปกติ 

ทำให้สนามมาราธอน

ชื่อดังอย่างบอสตัน 

ไม่สามารถได้รับการรับรอง

สถิติโลกได้แม้จะเป็นสนาม

ระดับเมเจอร์ เนื่องจากมีความชัน

ลดลงเกินเกณฑ์ที่กำหนด 

2. เกณฑ์ด้านระยะห่าง 

(Separation) ระยะห่างระหว่าง

จุดสตาร์ทและเส้นชัย 

เมื่อวัดเป็นเส้นตรงสมมติ

(Theoretical Straight Line) 

จะต้องอยู่ห่างกันไม่เกิน 50% 

ของระยะทางทั้งหมดของการแข่งขัน  

เหตุผลเบื้องหลังกฎนี้คือ

เพื่อป้องกันไม่ให้นักวิ่ง

ได้รับประโยชน์จาก 

"ลมส่งท้าย" (Tailwind) 

ตลอดการแข่งขัน 

หากสนามเป็นเส้นตรงเส้นเดียว 

นักวิ่งอาจได้รับแรงลม

ช่วยดันตลอดระยะทาง  

ซึ่งถือเป็นความได้เปรียบ

ที่ไม่เป็นธรรมเมื่อเทียบ

กับสนามที่เป็นทางวนกลับ 

3. มาตรฐานนักรังวัด 

(Accredited Measurers)

สนามแข่งขันต้องได้รับการรังวัด

โดยนักรังวัดระดับ A หรือ B 

ที่ได้รับการรับรองจาก AIMS 

และ World Athletics เท่านั้น  

โดยใบรับรองการวัดสนาม

มีอายุ 5 ปี หลังจากนั้นต้องมีการ

รังวัดใหม่แม้เส้นทางจะไม่มี

การเปลี่ยนแปลงก็ตาม 


🔺

ขั้นตอนการรับรองสถิติโลก

กระบวนการรับรองสถิติโลก

มาราธอนเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลา

และความละเอียดสูง 

โดยปกติจะใช้เวลา

ประมาณ 4 ถึง 8 เดือน

หลังจากสิ้นสุดการแข่งขัน  

เพื่อให้แน่ใจว่าผลงาน

ที่เกิดขึ้นนั้นโปร่งใสและ

ตรวจสอบได้ในทุกมิติ

โดยไม่มีการโต้แย้ง

ตรวจสอบทันทีหลังการแข่งขัน

เมื่อนักวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา

ที่ทำลายสถิติโลก กระบวนการ

ตรวจสอบจะเริ่มขึ้นทันที

1. การตรวจสารกระตุ้น (Doping Control)

นักกีฬาต้องเข้ารับการตรวจ

สารกระตุ้นทันทีหลังจบการแข่งขัน 

โดยการตรวจต้องเป็นไปตาม

มาตรฐานของหน่วยงานจริยธรรมกรีฑา 

(Athletics Integrity Unit: AIU) 

และต้องมีการวิเคราะห์หาสารจำพวก EPO (Erythropoiesis Stimulating Agents) 

สำหรับรายการวิ่งระยะไกล 

2. การตรวจสอบยืนยันเส้นทาง (Verification)

นักรังวัดระดับ A คนอื่นที่ไม่ใช่

คนรังวัดสนามดั้งเดิม 

จะต้องทำการรังวัดเส้นทางซ้ำ 

(Re-measurement) เพื่อยืนยันว่า

นักกีฬาวิ่งในระยะทางที่ไม่น้อยกว่า 

42.195 กิโลเมตรจริง  

หรือในกรณีที่

สนามได้รับความเชื่อถือสูง 

นักรังวัดต้องยืนยันจากข้อมูลดิบ

และแผนที่ว่าจุดเลี้ยวและ

เครื่องหมายต่าง ๆ ถูกตั้งตาม

ตำแหน่งที่ได้รับรองไว้ 


🔺


การยื่นคำร้องและการอนุมัติ

ภายใน 30 วันหลังการแข่งขัน 

สมาคมกรีฑาที่เป็นสมาชิก

ในประเทศที่จัดงาน

ต้องส่งชุดเอกสารประกอบ

การพิจารณาไปยังสำนักงานใหญ่

ของ World Athletics ซึ่งประกอบด้วย

1. แบบฟอร์มใบขอการรับรอง

สถิติโลกที่กรอกข้อมูลครบถ้วน 

2. รายงานผลการตรวจ

สารกระตุ้นอย่างเป็นทางการ

จากห้องแล็บที่ได้รับ

การรับรองจาก WADA 

3. หลักฐานยืนยันวันเดือนปีเกิด

ของนักกีฬา (เช่น สำเนาหนังสือเดินทาง) 

โปรแกรมการแข่งขันและ

ผลการแข่งขันฉบับสมบูรณ์ 

4. รายงานความเที่ยงตรง

ของระบบจับเวลา (Transponder System) 

จากนั้นประธานและ CEO ของ 

World Athletics จะต้องลงนามร่วมกัน

ในการรับรองสถิติโลก หากมีคนหนึ่ง

หรือทั้งสองคนไม่เห็นด้วยหรือสงสัย

เรื่องจะถูกส่งไปยังสภา (Council) 

เพื่อตัดสินเป็นกรณีพิเศษ 


🔺


สถิติโลกหญิงล้วน

📆 ปี 2003

London Marathon 

เกิดประเด็นที่สร้างความขัดแย้ง

มากที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์

สถิติโลกมาราธอนคือการรับรอง

ผลการแข่งขันของ พอลลา แรดคลิฟฟ์

ที่ทำเวลา 2:15:25 ชั่วโมง 

มีข้อโต้แย้งว่าแรดคลิฟฟ์

ได้รับความช่วยเหลือจาก

นักวิ่งชายที่ทำหน้าที่เพซเซอร์

ทำหน้าที่บังลมให้ตลอดการแข่งขัน 

📆 ปี 2005

London Marathon 

พอลลา แรดคลิฟฟ์

ทำเวลา 2:17:42 ชั่วโมง

📆 ปี 2011 

สภา IAAF ได้พยายามเปลี่ยน

กฎเกณฑ์โดยประกาศว่า 

สถิติโลกหญิงจะได้รับ

การยอมรับเฉพาะรายการ

ที่แข่งขันเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น 

(Women-only Races) 

ซึ่งจะส่งผลให้สถิติ 2:15:25 ชั่วโมง

ของแรดคลิฟฟ์ถูกลดระดับ

เป็นเพียง "World Best" 

และเวลา 2:17:42 ชั่วโมง

ที่เธอทำได้ในปี 2005 

(รายการ Women-only) 

กลายเป็นสถิติโลกแทน  

เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดการ

ประท้วงจาก AIMS และกลุ่ม 

World Marathon Majors (WMM) 

โดยให้เหตุผลว่าการบังคับใช้

กฎย้อนหลังนั้นไม่เป็นธรรม

และสร้างความสับสนต่อสาธารณะ 

ท้ายที่สุด IAAF (World Athletics)

ได้ตัดสินใจสร้างระบบสถิติ

แบบคู่ขนานเพื่อประนีประนอม 

โดยให้มีการบันทึกสถิติโลก

แยกกันสองรูปแบบคือ

※ สถิติโลกประเภทหญิง (Mixed)

สำหรับการวิ่งร่วมกับนักวิ่งชาย

※ สถิติโลกประเภทหญิงล้วน (Women-only)

สำหรับการวิ่งในสนาม

ที่มีเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น 


🔺

แม้ในปัจจุบัน World Record 

จะถูกนำมาใช้แต่ World Best 

ก็ยังคงอยู่ใช้ในสนามที่ไม่เข้าเงื่อนไข

การบันทึกสถิติโลก เช่น

INEOS 1:59 Challenge

ของเอลิอุด คิปโชเก้

ทำเวลา 1:59:40 ชั่วโมง

เรียกว่า World Best



.

.


📑 reference:

[1.] AIMS World Running. (n.d.). About AIMS: History.

[2.] Association of International Marathons and Distance Races. (2007). AIMS celebrates a quarter century of running history.

[3.] Dawn. (2004, January 2). IAAF recognise road world records.

[4.] The Guardian. (2011, September 21). Paula Radcliffe disappointed by decision to downgrade marathon record.

[5.] World Athletics. (2002, December 24). IAAF to recognise IAAF World Bests on the road starting on 1 January 2003.

[6.] World Athletics. (2019, November 1). Book C – C1.1: Competition rules.

[7.] World Athletics. (2023). World Athletics Technical Rules. Monaco: World Athletics.

- โฆษณา -

10 อันดับบทความยอดนิยม