
ทำไมนักวิ่งญี่ปุ่นไม่ใส่ RAY

ไม่ใช่แค่นักวิ่งทีมชาติญี่ปุ่น
นักวิ่งคนอื่นๆ ที่ Asics สปอนเซอร์
ที่เลือกได้ว่าอยากใส่รุ่นไหน
จำนวนมากกว่า 90% จะเลือก
Edge หรือ Sky
ทำไมไม่เลือก Ray ที่เบากว่า
2 รุ่นข้างต้นเกือบ 50 กรัม
นั่นคือสิ่งที่ผมสงสัย
มาตลอดหลายเดือน
และไม่กล้าซื้อ Ray
แม้ราคาจะต่างจาก
Edge และ Sky
แค่ 700 บาท
แต่เห็นนักวิ่งสมัครเล่น
จำนวนมากชอบซื้อมาใส่กัน
ผมพยายามหาคำตอบมานาน
และค้นพบว่าคำตอบมันปรากฏชัด
อยู่ในสเปคชีท แทบไม่ต้อง
วิเคราะห์อะไรเพิ่มเลย
ความสำเร็จของ Asics
ในการกลับมาครองใจนักวิ่ง
มาจากการที่พวกเขาแบ่งนักวิ่ง
ออกเป็น 2 ประเภท คือ
Stride และ Pitch
จากนั้นก็ออกแบบรองเท้า
เพื่อเข้าไปจับนักวิ่ง 2 กลุ่มนี้
จึงได้รุ่น Sky และ Edge
โครงสร้างเชิงกลไก

METASPEED Sky
สำหรับนักวิ่งประเภท Stride
แผ่นคาร์บอนรูปร่างแบนเต็มแผ่น
จะถูกวางในตำแหน่งที่สูงใกล้
กับฝ่าเท้าและวางโฟม FF Turbo Plus
ไว้ส่วนบนชิดเท้า และ
วาง FF Leap ไว้ล่างสุด
เพื่อให้นักวิ่งสามารถบีบอัดโฟม
ปริมาณมหาศาลที่อยู่
ด้านล่างแผ่นคาร์บอนได้เต็มที่
ส่งผลให้เกิดแรงดีดตัว
ในแนวตั้งที่ช่วยยืด
ระยะก้าวให้ไกลขึ้น
METASPEED Edge
สำหรับนักวิ่งประเภท Pitch
จะวางแผ่นคาร์บอนเต็มแผ่น
ในลักษณะโค้งคล้ายรูปช้อนคว่ำ
และอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่า
วางโฟม FF Leap
ไว้ส่วนบนชิดเท้า และวาง
FF Turbo Plus ไว้ล่างสุด
(สลับกันกับ Sky)
เพื่อช่วยในการกลิ้งเท้าไป
ข้างหน้าอย่างรวดเร็วและ
รักษาจังหวะก้าวให้คงที่
ด้วยการผสานโฟม
FF Leap และ FF Turbo Plus
ในรุ่น Sky และ Edge
ทำให้มีความเสถียรใน
การวางเท้าและแรงส่ง
ตลอด 42.195 กิโลเมตร
METASPEED Ray

ขีดสุดของความเบาและ
ความท้าทายเรื่องเสถียรภาพ
Ray ได้สร้างความฮือฮา
ในวงการด้วยน้ำหนักเพียง 129 กรัม
ซึ่งเบากว่าคู่แข่งระดับโลก
อย่าง Adidas Pro Evo 1
"Ray" มีที่มาจากคำว่า "Rei" (零)
ในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า "ศูนย์"
สื่อถึงความพยายามในการ
ลดน้ำหนักให้เหลือศูนย์
อย่างไรก็ตาม
แม้ความเบาจะเป็นปัจจัยบวก
ต่อความประหยัดพลังงาน
แต่ในระดับการแข่งขันระดับโลก
ปัจจัยด้านความเสถียรและ
ความสม่ำเสมอของแรงส่งกลับ
มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
วิศวกรรมที่แลกมาด้วย
ความเสี่ยงในรุ่น Ray
เพื่อให้น้ำหนักที่ต่ำกว่า
มาตรฐานทั่วไปอย่างมาก
Asics จำเป็นต้องลดทอน
และปรับปรุงโครงสร้าง
ในหลายส่วนซึ่งส่งผลต่อ
ประสิทธิภาพในการวิ่งระยะไกล
1. แผ่นคาร์บอนแบบ 3/4
ต่างจากรุ่น Sky และ Edge
ที่ใช้แผ่นคาร์บอนเต็มความยาวเท้า
Ray ใช้แผ่นคาร์บอนที่มี
ความยาวเพียง 3/4
และมีความกว้างที่
แคบกว่าพื้นที่รองเท้า
การออกแบบนี้มุ่งเป้าไปที่
นักวิ่งที่ลงปลายเท้าเป็นหลัก
ทำให้บริเวณส้นเท้า
ขาดโครงสร้างที่ช่วยพยุง
ส่งผลให้รองเท้ามีความยวบยาบ
และไม่มั่นคงเมื่อนักวิ่งเริ่มล้า
และฟอร์มการวิ่งเปลี่ยนไป
ลงที่ส้นเท้ามากขึ้น
ในช่วงท้ายของมาราธอน
2. โฟม FF Leap 100%
Ray ใช้โฟม FF Leap ทั้งหมด
ซึ่งมีความนุ่มและยืดหยุ่นสูงมาก
การที่ไม่มีแผ่นคาร์บอนเต็มแผ่น
มาช่วยควบคุมการบีบอัด
ของโฟมทำให้เกิดอาการ
โคลงเคลง ไม่มั่นคง ได้ง่าย
3. อัปเปอร์ Matryx ที่บางสุดขั้ว
ผ้าอัปเปอร์ถูกลดทอน
จนแทบไม่มีโครงสร้าง
รองรับด้านข้าง
แม้จะระบายอากาศ
ได้ดีเยี่ยมและเบามาก
แต่การโอบรัดเท้า (Lockdown)
ในขณะเข้าโค้งหรือวิ่ง
บนพื้นผิวที่ไม่เรียบทำได้ไม่ดี
เท่ารุ่น Sky หรือ Edge
4. ยาง ASICSGRIP
ถูกติดตั้งเฉพาะบริเวณ
หน้าเท้าเพื่อลดน้ำหนัก
ทำให้การยึดเกาะ
ที่ส้นเท้าแทบไม่มีเลย
ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ในสภาพถนนที่เปียก
หรือทางโค้งหักศอก
การทดสอบในห้องปฏิบัติการ
และจากการใช้งานจริง
ของผู้เชี่ยวชาญระบุว่า
METASPEED Ray
เป็นรองเท้าที่ "คาดเดายาก"
และ "ขาดเสถียรภาพอย่างรุนแรง"
สำหรับนักวิ่งระดับสูง
ที่ต้องรักษาความเร็วคงที่
ตลอด 42.195 กิโลเมตร
ความไม่แน่นอนนี้อาจกลายเป็น
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้พวกเขา
ไม่สามารถเร่งความเร็ว
ในช่วงท้ายได้อย่างมั่นใจ
ทำไม "เบากว่า" ถึงไม่ "ดีกว่า"
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้
ผมว่าไม่ต้องอธิบายเพิ่มแล้วล่ะ
ว่า ทำไมนักวิ่งทีมชาติญี่ปุ่น (มี 4 คน)
ในชิงแชมป์โลกที่ผ่านมา
ไม่เลือกใช้ RAY ไม่ใช่แค่ทีมชาติญี่ปุ่น
นักวิ่งญี่ปุ่นคนอื่นๆ ที่ Asics สปอนเซอร์
พวกเขาก็ไม่ใส่
การแข่งขันมาราธอนระดับสูง
การประหยัดพลังงานจาก
น้ำหนักรองเท้าที่ลดลง
40-50 กรัมเป็นเรื่องที่น่าดึงดูดใจ
แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูล
เชิงประจักษ์และการใช้งาน
ของนักวิ่ง Elite มีเหตุผลหลัก
หลายประการที่ทำให้พวกเขา
ยังคงเลือก Sky และ Edge
กล่าวสรุปได้ว่า
1. Fatigue Management
นักวิ่งมาราธอนระดับโลก
ไม่ได้รักษาฟอร์มการวิ่ง
ที่สมบูรณ์แบบได้ตลอดรอดฝั่ง
เมื่อความเหนื่อยล้าสะสม
กล้ามเนื้อที่ใช้ควบคุม
ความมั่นคงของข้อเท้า
จะทำงานลดลง
รุ่น Sky และ Edge
ที่มีแผ่นคาร์บอนเต็มแผ่น
จะทำหน้าที่ช่วยพยุงเท้า
ให้ยังคงดีดตัวไปข้างหน้า
ได้อย่างมั่นคงแม้ในขณะที่
นักวิ่งเริ่มลงเท้าไม่สม่ำเสมอ
ในขณะที่รุ่น Ray ซึ่งไม่มี
แผ่นคาร์บอนที่ส้นเท้า
จะสูญเสียประสิทธิภาพ
เชิงกลไกไปทันทีหากนักวิ่ง
เปลี่ยนจากการลงหน้าเท้า
มาเป็นลงส้นเท้าเนื่องจากความล้า
2. ความเสถียรในทางโค้ง
เส้นทางมาราธอนในเมืองใหญ่
มักมีทางโค้งที่ซับซ้อนและ
พื้นผิวถนนที่หลากหลาย
รุ่น Sky และ Edge มีฐานรองเท้า
ที่กว้างกว่าและโครงสร้าง
อัปเปอร์ที่มั่นคงกว่า
ทำให้การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง
ทำได้อย่างมั่นใจ นักวิ่งหลายคน
กล่าวว่า Ray ให้ความรู้สึกที่
"น่ากลัว" สำหรับข้อเท้าเมื่อต้อง
เลี้ยวโค้งหรือวิ่งบนทางต่างระดับ
3. ความสม่ำเสมอของแรงส่ง
แม้ Ray จะใช้โฟม FF Leap ที่เด้งกว่า
แต่การทำงานร่วมกันระหว่างโฟม
สองชนิด (FF Turbo Plus และ FF Leap)
ในรุ่น Sky/Edge Tokyo กลับให้
ผลลัพธ์ที่สมดุลกว่า
การที่รุ่น Ray มีเพียงโฟมชนิดเดียว
และแผ่นคาร์บอนที่ไม่เต็มแผ่น
ทำให้การส่งคืนพลังงานไม่เสถียร
และควบคุมจังหวะได้ยากกว่า
แม้ METASPEED Ray
จะเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
ทางด้านวิศวกรรมที่แสดง
ให้เห็นถึงศักยภาพของ Asics
ในการทำลายขีดจำกัดด้านน้ำหนัก
แต่มันยังคงถูกจัดเป็นรองเท้า
ในกลุ่ม "Concept" หรือ
รองเท้าสำหรับการแข่งระยะสั้น
มากกว่าจะเป็นมาตรฐานใหม่
สำหรับนักวิ่งมาราธอน
Ray จึงกลายเป็นรองเท้า "เฉพาะทาง"
สำหรับการวิ่งระยะสั้น (5-10 กม.)
หรือการวิ่งบนถนนที่เรียบสนิท
สำหรับนักวิ่งที่มีเทคนิคระดับสูงจริงๆ
ในขณะที่รุ่น Sky และ Edge
ถูกออกแบบมาเพื่อการ
ใช้งานที่เป็นสากล
สำหรับนักวิ่งมาราธอนทุกระดับ
ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด
ขณะที่ METASPEED Sky
และ Edge ได้รับการพัฒนา
จนถึงจุดที่ให้
"สมดุลที่สมบูรณ์แบบ"
ระหว่างความเบา พลัง และความมั่นคง
ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการวิ่งมาราธอน
